ธุรกิจขายตรง-เครื่องสำอาง รับพิษปรับค่าแรง 300 บาท กระทบต้นทุนสินค้า มิสทิน เตรียมขยับราคาสินค้า 3-5% ครั้งแรกรอบ 5 ปี
นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางขายตรง มิสทิน กล่าวว่าการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าที่จะต้องปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระการตรึงราคาสินค้าไว้ได้ ดังนั้นหลายๆ บริษัทจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการพยายามลดต้นทุนแทนการปรับราคาสินค้าที่ทำได้ไม่มาก
สำหรับเบทเตอร์เวย์ มีแผนจะปรับราคาสินค้าทุกกลุ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5% ในปีนี้ ถือเป็นการปรับราคาในรอบ 5 ปี เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีก ทั้งจากวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโฆษณา และสิ่งที่กังวลคือ ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นตาม
นอกจากนี้บริษัทวางแนวทางรับมือนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ด้วยการใช้กลยุทธ์บริหารจุดคุ้มทุน อาทิ ลดการออกสินค้าใหม่ให้เหลือประมาณ 40-50 รายการเท่านั้น จากปีก่อนที่มีการออกสินค้าใหม่ 60 รายการ โดยจะเลือกออกเฉพาะสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งพัฒนาสินค้าไซส์ประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า
นายดนัย ยังกล่าวว่าบริษัทมีแผนที่จะทำการตลาดใหม่ๆ เน้นการทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างลูกค้าใหม่ด้วยการทำโปรโมชั่น โดยในปี 56 บริษัทได้จัดสรรงบการทำตลาดและการโฆษณามูลค่า 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท
เครื่องสำอางต้นทุนแรงงานพุ่ง17%
นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่าเครื่องสำอางถือเป็นอีกอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอางแบรนด์ท้องถิ่น กลุ่มเอสเอ็มอี และโอท็อป ที่มีอยู่ประมาณ 700 ราย เพราะไม่มีทุนมากพอที่จะซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต ซึ่งมีการใช้แรงงานกว่า 80% ประเมินว่ามีแรงงานอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และในจำนวนนี้เกินกว่า 60% ที่ได้รับค่าจ้างรายวัน ต่ำกว่า 300 บาท
จากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตด้านค่าแรงปรับขึ้นจากเดิมมีสัดส่วน 13% เพิ่มเป็น 15-17% ของโครงสร้างต้นทุน เพราะต้องปรับขึ้นทั้งค่าจ้างแรงงานกลุ่มที่ไม่ถึง 300 บาท และแรงงานที่เกิน 300 บาท ขณะเดียวกันการปรับขึ้นค่าแรงงาน จะทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานในกรุงเทพฯกลับภูมิลำเนา เพราะได้รับค่าแรงเท่ากันทั้งประเทศ ขณะที่ค่าครองชีพต่างจังหวัดต่ำกว่ากรุงเทพฯ
อีกทั้งยังมีปัจจัยลบด้านกฎระเบียบต่างๆ ของภาครัฐที่ไม่เอื้ออำนวยให้กับผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เมื่อต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงเพิ่ม อาจทำให้ผู้ผลิตบางรายโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็ก ถึงขั้นต้องหยุดหรือปิดกิจการ จากปัจจุบันที่มีผู้ผลิตเครื่องสำอางในอุตสาหกรรมกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ
"ไม่ใช่เฉพาะค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนด้านอื่นๆ ก็ปรับขึ้นตาม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ในปีที่ผ่านมาได้ปรับราคาขึ้นมาแล้ว 10-15% ส่วนวัตถุดิบตัวอื่นๆ ก็ได้ปรับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน" นางเกศมณี กล่าว
ดังนั้นภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านการตลาด โดยเฉพาะช่องทางจำหน่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสถานที่เฉพาะ หรือศูนย์กลางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์คนไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการขายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมถึงคนไทยที่ต้องการใช้เครื่องสำอางแบรนด์ไทย พร้อมสนับสนุนให้คนไทยหันมาใช้สินค้าแบรนด์ไทยให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เสียดุลการค้าหลังจากการเปิดเออีซี
ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้จัดสัมมนาให้ความรู้ในเรื่องของการทำธุรกิจกับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังได้มีการสนับสนุนให้สมาชิกนำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เข้ามาช่วยขยายตลาดให้เข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัด ที่ยังทำตลาดไปไม่ถึง เพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ พร้อมทั้งจัดทำแผนบริหารจัดการด้านต้นทุน ด้วยการประหยัดในทุกๆ ด้าน เมื่อต้องแบกรับภาระต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น นอกจากการลดจำนวนพนักงานลงแล้ว อาจจะไม่มีการไม่ปรับขึ้นเงินเดือนเป็นวิธีสุดท้าย






