วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ..... (1)

ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2556 แด่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ ฉบับนี้ขอต้อนรับสู่ปีใหม่ด้วยกฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมาเพื่อรับศักราชใหม่

ซึ่งก็คือ พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public-Private Partnership หรือ PPP) ค่ะ

ผู้เขียนคิดว่าหลายท่านคงจะเคยได้ยิน ได้อ่านหรือติดตามเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้มาไม่มากก็น้อย อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นที่รอคอยกันเหลือเกิน เนื่องจากจะออกมาแทนกฎหมายฉบับเดิมซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาค่อนข้างมาก ทำให้เกิดความสับสนและเกือบจะเป็นเรื่องฟ้องร้องกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนมาหลายต่อหลายครั้ง

จากข้อมูลที่ปรากฏเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กฎหมายใหม่ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของทั้ง 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาแล้ว ขณะนี้รอเพียงการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปีใหม่นี้

กฎหมายฉบับที่จะถูกแทนที่โดยกฎหมายใหม่ฉบับนี้ ก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ นั่นเอง โดยมาตรา 3 ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ...... บัญญัติว่า

"ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535"

ซึ่งที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาขั้นตอนในการอนุมัติโครงการ และการขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำกับดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการแก้ไขสัญญาซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าต้องทำอย่างไรและหน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องมีการขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งสุดท้ายก็ยังทำให้เกิดข้อกังขาว่าแล้วสิ่งที่กฤษฎีกาตีความมา ซึ่งเป็นการขยายความของกฎหมายนั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่และมีผลใช้บังคับได้แค่ไหนเพียงใด

สำหรับหลักการและเหตุผลในการตราพระราชบัญญัตินี้โดยสรุปมีดังนี้

1) กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 มีหลักเกณฑ์บางประการที่ไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมิได้กำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การดำเนินการที่สำคัญบางประการไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา

2) เพื่อมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการในกิจการของรัฐเพื่อจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน อันจะเป็นการประหยัดงบประมาณของภาครัฐ ใช้ทรัพยากรของภาครัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

3) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

4) เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

5) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐให้ครบถ้วน มีความโปร่งใส

6) เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบในการทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน มิให้กระทบความมั่นคงทางการเงินและการคลังของประเทศในระยะยาว

ในส่วนของกิจการของรัฐที่อยู่ใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้และนิยามของหน่วยงานของรัฐนั้นโดยเนื้อหาแล้วยังคงเดิมตามพ.ร.บ. ร่วมการงานฯ โดย "กิจการของรัฐ" หมายความว่า กิจการที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

1) กิจการที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยรวมกันมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย

2) กิจการที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยรวมกัน

ส่วนคำว่า "โครงการ" นั้น จากเดิมที่มีการกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ว่าให้หมายถึง "การลงทุนในกิจการของรัฐ และการลงทุนนั้นมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปหรือตามวงเงินหรือทรัพย์สินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา" ในกฎหมายฉบับนี้ในบทนิยามจะกำหนดแต่เพียงว่า "โครงการ" หมายความว่า การลงทุนในกิจการของรัฐ โดยมูลค่าของโครงการจะกำหนดไว้ในหมวด 4 ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอโครงการ โดยมาตรา 23 บัญญัติว่า "โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปหรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าของโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ [นโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ] ประกาศกำหนด"

เห็นได้ว่าในส่วนของมูลค่าโครงการนั้นยังคงหลักการที่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปเท่าเดิมแต่อาจมีการกำหนดมูลค่าโครงการที่จะอยู่ใต้บังคับกฎหมายฉบับนี้เพิ่มขึ้นได้โดยการออกเป็นกฎกระทรวงแทนที่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเช่นเดิม และยังให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐประกาศกำหนดวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการอีกด้วย ในคราวหน้าเราจะมาดูรายละเอียดของกฎหมายใหม่ฉบับนี้เพิ่มเติมกันค่ะ


บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่