บางครั้ง.. การเริ่มต้นคือก้าวที่ยากที่สุดของความสำเร็จ
ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตสวัสดีปีใหม่ 2556 กับท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ ต้องเรียนท่านผู้อ่านว่าดิฉันเองได้แรงบันดาลใจในการเขียนบทความเดือนนี้จากบรรยากาศเทศกาลปีใหม่และหวังว่าเมื่อท่านอ่านจบจะมีแรงบันดาลใจเริ่มทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและเพื่อคนที่เรารักกันค่ะ
หลายๆ ท่านอาจได้รับสมญานามว่า "เจ้าโปรเจ็ค" คือคิดอยากทำโน่นทำนี่มากมายแต่บางครั้งก็ได้แค่คิดแต่กลับไม่ได้เริ่มลงมือทำเสียที หลายๆ ครั้งก็จะมีข้อแก้ตัวว่าไม่พร้อม ไม่มีเวลา ไม่มีกำลัง จังหวะไม่เหมาะสมสารพัดข้ออ้างที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นที่ยังไม่ได้เริ่มทำโปรเจ็คเหล่านั้นเสียทีวันนี้ดิฉันจะขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์ขนบธรรมเนียมของคนอเมริกันที่ดิฉันคิดว่าน่าจะช่วยคุณๆ เจ้าโปรเจ็คให้ได้เริ่มต้นกันเสียทีนะคะ
ธรรมเนียมนี้เขาเรียกว่า New Year’s Resolution หรือ การตั้งปณิธาน ตั้งเป้าหมายว่าปีใหม่นี้เราจะทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งจากสถิติแล้วแต่ละปีจะมีคนอเมริกัน 40-45% ตั้ง New Year’s Resolution (สถิติจากบทความ Making Realistic New Year’s Resolutions โดย Katia Hetter ใน CNN วันที่ 30 ธันวาคม 2554) ทั้งนี้ทั้งนั้นความยากง่ายของปณิธานปีใหม่ก็จะแตกต่างกันไปเช่นบางคนอาจตั้งใจจะเลิกบุหรี่ บางคนอาจสัญญาว่าจะว่ายน้ำให้เป็น บางคนอาจตั้งใจที่จะหางานใหม่ที่ดีขึ้นหรือบางคนอาจตั้งใจให้มีหลักทรัพย์เป็นพันๆ ล้านภายในปีนี้ก็เป็นได้ ไม่ว่าปณิธานนั้นจะยากหรือจะง่าย จะใหญ่หรือจะเล็ก จุดที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องเริ่ม! ดิฉันขอยกตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการ "เริ่ม" ถึงแม้จะเริ่มเมื่อวัยอันสูงกว่าคนอื่นสักหน่อยก็ตาม สำหรับหลายๆ ท่านที่เป็นนักชิมคงจะคุ้นเคยกับ Zagat restaurant guide กันเป็นแน่ แต่คุณๆ นักชิมทั้งหลายที่ใช้บริการจากหนังสือหรือเว็บไซต์แนะนำของ Zagat ทราบไหมคะว่าผู้ก่อตั้งเป็นทีมสามีภรรยา Tim และ Nina Zagat ได้เริ่มทำโครงการนี้เมื่อเขาอายุเกิน 50 ปีไปแล้วและเริ่มด้วยการทำเป็นงานอดิเรก จนกลายเป็นธุรกิจที่เคยมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ก็คงจะไม่แปลกถ้าทั้งคู่ยอมลาออกจากงานประจำในการเป็นทนายของบริษัทกันเลย ("Famous folks launched careers after 50" โดย Ethan Trex, Mental Floss, 16 พ.ค. 2010) เห็นอย่างนี้แล้ว คุณคิดจะ "เริ่ม" กันหรือยังค่ะ
มีคำกล่าวว่า "well begun is half done" หรือที่คนไทยเราบอกกันว่า "เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" ซึ่งดิฉันว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการดำรงชีวิตต้องยอมรับนะคะว่าดิฉันเองก็เป็นเจ้าโปรเจ็คคนหนึ่งหลายๆ โปรเจ็คอาจดูยิ่งใหญ่จนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรทำให้ไม่กล้าที่จะตั้งปณิธานที่จะทำสักทีด้วยความที่ได้รับการศึกษาแบบวิศวกร เราจะถูกสอนให้ dissect problem หรือผ่าตัดปัญหาดูว่ามีอะไรบ้างแล้วแก้กันไปทีละตอน โครงการใหญ่ๆ ที่เราไม่กล้าจะทำก็เช่นกันเราสามารถแบ่งเป็นโครงการย่อยๆ ที่พอจะทำให้สำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ เมื่อโครงการเราไม่ใหญ่นัก เราก็จะมีกำลังใจที่จะเริ่มแต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่จะรักษาปณิธานไว้ได้ในระยะยาวมีไม่มาก จากงานวิจัยของ University of Scranton ในสหรัฐอเมริกา (Journal of Substance Abuse,1989) โดย ศาสตราจารย์ John Norcross และ Dominic Vangerelli ได้รายงานว่าในช่วง 1 สัปดาห์แรก คนที่สามารถรักษา New Year’s Resolution ได้จะมีถึง 77% แต่มีเพียง 19% ที่ยังคงรักษาปณิธานนั้นตลอด 2 ปีต่อมา ซึ่งศาสตราจารย์ John Norcross ได้แนะนำวิธีการรักษาปณิธานของตัวเองให้ได้สำเร็จไว้ว่า
ข้อที่ 1 เป้าหมายนั้นต้องไม่ยาวและเป็นเป้าหมายที่สำเร็จได้จริง ข้อที่ 2 ต้องมีแผนการที่จะทำเป็นขั้นเป็นตอน ข้อที่ 3 ต้องมีความเชื่อมั่นในแผนการของตัวเอง และที่สำคัญ ข้อที่ 4 ต้องประกาศปณิธานของคุณให้คนอื่นรับรู้ ("Making Realistic New Year’s Resolutions" โดย Katia Hetter ใน CNN, 30 ธ.ค. 2011) ข้อสุดท้ายคุณอาจคิดว่าเป็นการกดดันตัวเอง แต่ที่จริงการที่มีคนอื่นรับรู้เป็นสักขีพยานเป็นการดี เพราะไม่เพียงแต่คุณจะกลัวการที่ต้องอายถ้าล้มเหลว แต่หลายๆ ครั้งคนรอบข้างที่ทราบว่าคุณกำลังพยายามทำอะไรอยู่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้ New Year’s Resolution ของคุณสำเร็จ บางครั้งถึงกับขอมาร่วมปณิธานของคุณด้วย กลายเป็นได้กำลังใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ดิฉันหวังว่าหลังจากที่ผู้อ่านได้อ่านบทความนี้จบ คุณจะอยากมี New Year’s Resolution เป็นของตัวเองกันนะคะ ลองนึกซิคะว่าคุณจะภูมิใจแค่ไหนถ้าหันหลังกลับมาเมื่อหมดปีนี้แล้วได้เห็นความมุ่งมั่น ความเพียรพยายามของคุณได้ส่งผลที่ดีขึ้นกับชีวิตของคุณ ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ...สวัสดีปีใหม่ค่ะ









