ปัจจัยแห่งความสำเร็จทุกวันนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่เงินทุน ทรัพยากร แรงงาน เหมือนอดีต
เพราะเราเห็นตัวอย่างขององค์กรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาได้โดยอาศัยมุมมองที่แตกต่างในการทำธุรกิจมากมายหลายแห่ง
การมองธุรกิจและอุตสาหกรรมให้ทะลุจนเห็นมิติที่แตกต่างแล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นจึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้องค์กรเติบโต ซึ่งแนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับทั้งการบริหารองค์กรขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ อุตสาหกรรม หรือแม้แต่การบริหารประเทศเองก็ตาม
สิ่งที่ทุกคนต้องการวันนี้จึงหนีไม่พ้น “นวัตกรรม” ที่ต่างฝ่ายต่างนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กร เพราะความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ใหม่ๆ เหล่านี้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนสินค้าและบริการใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด
แต่เมื่อคิดถึงนวัตกรรมเมื่อใด ก็ดูเหมือนเราจะฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลเป็นหลักเท่านั้น เพราะการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ดูเหมือนเริ่มต้นจากวัยเด็กในรั้วสถาบันการศึกษาน่าจะดีที่สุด ทุกคนจึงหวังพึ่งพิงกลไกของรัฐจัดการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างนวัตกรรมในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่เป็นหลัก
ดูเหมือนเราจะหลงลืมไปแล้วว่าการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์นั้นทำได้ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ตักตวงประสบการณ์ทำงานมามากพอสมควร จนน่าจะคิดต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ ได้ ซึ่งน่าจะมีเป้าหมายร่วมกันเป็นนวัตกรรมต่อสังคมได้
จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่แท้จริงจึงไม่ใช่ภาครัฐ หรือเพียงแค่สถาบันการศึกษา แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคน
การจะเกิดนวัตกรรมสำหรับบุคคลและทีมงานนั้น ต้องเกิดจากภายใน คือพลังของวิธีคิด และความเชื่อ เพราะเมื่อหลายคนมีความเชื่อเดียวกัน ก็ย่อมมุ่งมั่นจะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้
ผู้อ่านหลายท่านอาจแปลกใจที่บ้านเราไม่น่ามีปัญหาขาดแคลนนวัตกรรมไปได้ เพราะคนรุ่นใหม่ก็ล้วนดูตื่นตัวเรื่องการเรียนรู้กับอย่างเต็มที่ คนจบปริญญาตรีมาแล้วก็มักหาทางศึกษาต่อปริญญาโท และปริญญาเอกมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาอยู่ที่การเรียนรู้ของบ้านเราส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ที่อยู่ในกรอบ และวิธีคิดของแต่ละคนก็ยังอยู่ในกรอบด้วยเช่นกัน ตลอดระยะเวลาการศึกษาของเรามีกลไกการเรียนรู้จากครูอาจารย์เป็นศูนย์กลาง หรือ “ครูสอนเราท่อง” เป็นเช่นนี้มานับสิบๆ ปี
ท้ายสุดเราจึงมีแต่ทักษะการฟัง เปิดรับความคิดเห็นของคนอื่น แต่ไม่มีความคิดของตัวเอง ไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่คนอื่นสอน หรือต่อยอดความคิดจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา
แม้ในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน แทบเล็ต จนทำให้คนรุ่นใหม่คิดซับซ้อนขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่เรามักให้ความสำคัญและใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาภายนอกเป็นหลัก ไม่พยายามแก้ปัญหาที่แก่นแท้
แก่นแท้ ก็คือปัญหาภายในตัวเอง ซึ่งก็คือเนื้อหาสาระของเราว่ามีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร จุดอ่อนอยู่ตรงไหน และจะเสริมความเข้มแข็งให้ตัวเองได้อย่างไรบ้าง เพราะมักหลงยึดติดกับสภาพแวดล้อมที่มีจนกลายเป็นกรอบกำบังความคิดใหม่ๆ ไม่ให้หลุดออกมาจากสมอง
มุมมองความคิดและมิติที่แตกต่างที่อาจชี้ชะตาธุรกิจหรือระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรืออาศัยโชคเพียงอย่างเดียว หากต้องใช้ “นวัตกรรม” ของคนในองค์กรอย่างหนักหน่วง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่รู้จักท้าทายวิธีคิดของตัวเองและเอาชนะข้อจำกัดของตัวเราให้ได้






