ภาคอุตสาหกรรมของเรายังตามการแข่งขันระดับโลกอยู่จนไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง
ผมเขียนถึงพัฒนาการอันก้าวกระโดดของเมือง “ดูไบ” ผ่านคอลัมน์นี้อยู่หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะเมื่อ 7-8 ปีก่อนที่ผมตื่นตาตื่นใจกับความเติบโตของเมืองที่เหมือนกับจะเป็นศูนย์รวมเครนก่อสร้างจากทั่วทุกมุมโลกมากองรวมกันอยู่ที่เมืองนี้เมืองเดียว เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เต็มไปหมด
ยุคนั้นดูไบเปรียบเหมือนเวทีแสดงความก้าวหน้าในแวดวงสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ด้วยโครงการก่อสร้างแปลกๆ ที่ไม่เคยมีการสร้างที่ใดมาก่อน ไปจนถึงโครงการขนาดยักษ์ เช่น การถมทรายสร้างเกาะเพื่อทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ราคาแพง แต่ผ่านไปไม่กี่ปี เมื่อผมต้องกลับไปเจรจาธุรกิจที่ดูไบอีกครั้งก็ต้องพบกับความแตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะความคึกคักที่เคยได้สัมผัสดูจะเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะเรื่องพื้นฐานที่สุดว่า โครงการก่อสร้างมากมายมหาศาลและล้วนเป็นโครงการขนาดยักษ์เหล่านั้นทำไปเพื่อใครเป็นหลัก?
เพราะประชากรของเมืองดูไบมีเพียงแค่ 2 ล้านคนเท่านั้น จะหวังให้มีคนมาลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ บ้านพักหรูหรา ฯลฯ ก็ต้องหวังจากเศรษฐีต่างเมืองหรือนักท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ความแตกต่างหลากหลายของอาคารแปลกๆ ใหม่ๆ รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นมากมายของดูไบ ดึงให้นักพัฒนาจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งน่าเสียดายว่า แม้ดูไบจะมีอาคารสวยงามมากมาย แต่กลับมีเพียงแค่มิติเดียวทางความคิดนั่นคือการดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวและมหาเศรษฐีเท่านั้น
หลายๆ เมืองที่เติบโตอย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจ มักอาศัยการสร้างโครงการพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เมืองเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ธุรกิจ บริการ ฯลฯ ซึ่งเป็นการสร้างเมืองได้ระยะยาว ไม่ใช่เพียงการสร้างสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ตามๆ กันแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราเห็นในดูไบ
เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ถึงความแตกต่างทางวิธีคิดของคนที่สำเร็จ และคนที่ล้มเหลว ซึ่งเราจะเห็นได้เสมอว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น มักมีมุมมองที่รอบด้าน และครบวงจรมากกว่าจะมองความฉาบฉวยหรือสิ่งล่อใจที่พบอยู่ตรงหน้า
ยกตัวอย่างเช่น ปั๊มน้ำมันที่เราอาจเห็นเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่ไม่มีสีสันแปลกใหม่อะไร แต่เมื่อมีคนหนึ่งมองเห็นโอกาสจากคนที่เข้ามาเติมน้ำมันมากมาย เขาย่อมไม่ลังเลที่จะคิดหาวิธีสร้างธุรกิจต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม เช่นการเปิดร้านสะดวกซื้อเพื่ออำนวยความสะดวก ยิ่งต่อมาหากมีลูกค้ามากขึ้นก็เปิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องตามมาเช่นร้านอาหาร จึงมีโอกาสทำรายได้เพิ่มขึ้น
ในขณะที่หลายๆ คนมองเห็นความสำเร็จนี้ก็มักมองเพียงผิวเผินว่าธุรกิจปั๊มน้ำมันคงทำรายได้ดี จึงหันมาลงทุนเปิดขึ้นมาแข่งขันในทำเลใกล้เคียงกัน จนสุดท้ายละแวกนั้นก็มีปั๊มน้ำมันเปิดขึ้นมากมายเติมไปหมด แต่ไม่มีใครที่ให้บริการครบวงจรเหมือนปั๊มแรกที่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า สุดท้ายแล้วแต่ละปั๊มที่เกิดใหม่ก็ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วยการลดราคาจนไม่มีกำไรและต้องปิดกิจการลงไปในที่สุด
กรณีปั๊มน้ำมัน หากเทียบกับธุรกิจอื่นๆ เราคงเห็นภาวะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะธุรกิจย่อมมีผู้ที่ประสบความสำเร็จด้วยมุมมองความคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น และผู้ที่ล้มเหลวเพราะคิดเพียงตามรอยความสำเร็จของคนอื่นโดยไม่ได้ดูที่แก่นแท้ของธุรกิจที่ทำอยู่ และไม่สามารถสร้างมูลค่าที่แท้จริงของตัวเองได้
เช่นเดียวกับการมองระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่เรายังประสบภาวะเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะภาคอุตสาหกรรมของเราส่วนใหญ่ก็ยังคงตามการแข่งขันในระดับโลกอยู่จนไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่างเพื่อยกระดับการแข่งขันของตัวเองได้
ถึงแม้เราจะตื่นตัวในเรื่องใหม่ๆ ทั้งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาหลายปีแล้ว แต่หากเหลียวดูภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมของเราทุกวันนี้ก็ยังคงเห็นภาพเดิมๆ ของการตามรอยคู่แข่งในต่างประเทศ หรือยังจมอยู่กับอุตสาหกรรมการผลิตที่ไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มใดๆ แม้จะตื่นตัวเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจนมีนโยบาย มีกฎหมาย มีข้อบังคับมากมายออกมา แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมที่ทรงคุณค่าใดๆ ได้เลย เพราะกฎเกณฑ์ที่เขียนบนกระดาษเหล่านั้น เทียบไม่ได้กับการส่งเสริมจากจุดเริ่มต้นของการสร้างคน คือ นับตั้งแต่ครอบครัวที่ต้องมีส่วนร่วมพัฒนาเด็กรุ่นใหม่
แนวทางต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น แม้จะยังไม่เห็นผลในระยะอันสั้นแต่จะทำให้เราค่อยๆ ก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศได้ในระยะยาว









