ชีวิตการทำงานของวัยอาวุโสไม่มีวันสิ้นสุด
โครงสร้างประชากรไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยอัตราการเกิดต่ำติดต่อกันหลายปี ในขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายๆ ประเทศมาก่อน ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างได้จากสังคมการทำงานของญี่ปุ่นที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมจำนวนมาก
เนื่องจากเล็งเห็นว่ากลุ่มประชากรในวัย 60-65 ปียังคงมีความพร้อมในการทำงานอยู่ การปล่อยให้เขาเกษียณอายุไปเฉยๆ จึงเท่ากับไม่มีการใช้คุณค่าจากกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งทำงานสะสมประสบการณ์มายาวนานหลายสิบปี
เรารู้กันดีว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เอื้อให้กลุ่มผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากกว่าคนในยุคก่อนหลายเท่า คนในวัย 60-70 ปีในอดีตอาจเป็นวัยที่เตรียมละสังขารเพราะร่างกายเสื่อมโทรมมากแล้ว
แต่ในทุกวันนี้ในวัยเดียวกันเขากลับมีความแข็งแรงและสติปัญญาที่เฉียบแหลมไม่ต่างจากเดิม แนวโน้มการขยายการเกษียณอายุออกไปจากเดิม 60 ปีเป็น 65 หรือมากกว่าก็จะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ และบ้านเราก็คงอยู่ในแนวทางดังกล่าวเช่นกัน
แม้สังคมสมัยใหม่จะเอื้อให้ผู้สูงวัยยังมีโอกาสได้ทำงานอยู่ แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นก็ยังคงสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากยืดระยะเวลาทำงานออกไปถึง 70 หลังจากนั้นคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงไม่มีประวัติโรคร้ายแรงก็อาจมีอายุยืนยาวได้ถึงกว่า 80-90 ปี นั่นคือมีอีกมากกว่า 20 ปี ที่ต้องวางแผนว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งผมมีแนวทาง 6 ข้อที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้
ประการที่หนึ่ง หมั่นทำงานอยู่เสมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นงานเต็มรูปแบบเหมือนที่เคยทำมาตลอดชีวิตแต่เป็นกิจกรรม งานอดิเรก หรือการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีทางเลือกให้มากมายในปัจจุบัน
เพราะหลายส่วนของร่างกายมนุษย์ต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอยู่เป็นประจำจึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ และสมองที่ยิ่งใช้ ยิ่งคิด ยิ่งจัดการปัญหาต่างๆ ก็ยิ่งทำให้สัญญาณสื่อประสาทขยายตัวมากขึ้น จึงยิ่งฉลาดและเฉียบคมมากขึ้น
กิจกรรมมากมายที่เราเลือกทำได้หลังเกษียณอายุงานเช่น จัดสวน นั่งสมาธิ เป็นวิทยากรบรรยายพบปะเพื่อนเก่า หาเพื่อนใหม่ๆ ฯลฯ จึงล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำให้เรายังได้ใช้สมองและกล้ามเนื้อต่างๆ ของเราให้ยังคงมีประสิทธิภาพต่อไป และในขณะเดียวกันก็ยังทำให้เรารู้สึกถึงความมีคุณค่าในตัวเองที่สามารถทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมและผู้คนรอบข้างได้อีกมาก
จากการสำรวจวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองที่อายุขัยเฉลี่ยสูงที่สุด เช่นเมืองโอกินาวาในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ผลชัดเจนว่า ประชากรสูงวัยเหล่านี้ยังคงมีงานทำอยู่ แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ แต่มีคุณค่าอย่างมากเพราะทำให้เขาเห็นคุณค่าแห่งชีวิต
ชีวิตการทำงานของวัยอาวุโสจึงไม่มีวันสิ้นสุด และยิ่งทำก็ยิ่งทำให้เกิดคุณค่าของชีวิตสูงมากขึ้น จนส่งผลให้พวกเขามีอายุยืนนานยิ่งขึ้นไปอีก
...โปรดติดตามแนวทางอื่นๆ ในตอนต่อไปครับ






