หลังจากที่จบละครเวทีแม่เบี้ย ดิ อีโรติก อาร์ต มิวสิคัล ไปหมาดๆ ผมก็ได้ทำการประเมินงานกับน้องๆ ในทีมทำละครว่าเป็นอย่างไร
ว่ามีสิ่งไหนที่ดี และสิ่งไหนที่ควรแก้ไขปรับปรุง เพื่อนำไปปรับใช้ในงานหน้า ผมขอขอบคุณกับคำชื่นชมจากผู้ชม และแฟนๆ ที่มาดูกันทุกคนมากๆ เลยครับ ที่ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้จบได้อย่างสมบูรณ์แบบเรียกได้ว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ได้คลุกคลีกับละครเรื่องนี้มา มีหลายอย่างเลยครับที่ได้จากการทำละครเวทีตั้งแต่เรื่องแรก จนล่าสุดเรื่องนี้ คือ เรื่องของการทำ Marketing เพราะความยากมันอยู่ตรงที่จะทำ Marketing อย่างไรให้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการมากที่สุด และทำอย่างไรให้ข้อมูล และข่าวสารที่เราต้องการจะสื่อสารกับผู้บริโภค ให้ถึง และรับข้อมูลจากเราได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ตลอดจนไม่สร้างความรำคาญด้วยการส่งสารข้อมูลจนมากเกินไป และได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย
ในที่นี้เครื่องมือที่เป็นอาวุธชั้นยอดที่สุดในการติดต่อสื่อสารกัน ก็คือ มือถือ แน่นอน เพราะโดยเฉลี่ยแล้วคนเราใช้เวลาอยู่นอกบ้านเฉลี่ยวันละ 11 ชม. ไม่ว่าจะทำอะไร ติดต่ออะไรกับใครก็ต้องใช้มือถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้มือถือทำได้ทุกอย่าง คิดง่ายๆ นะครับ
เราตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำคือ เช็ค Facebook เช็ค Instagram บ้างก็อัพเดทลง Twitter ไม่ก็ Chat Line กัน จากนั้นก็ไปทำงาน หรือออกไปข้างนอก พอรถติด ก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกเสียจากเล่น App ต่างๆ ที่มีอยู่ในมือถือ ด้วยความที่ผมชอบสังเกตพฤติกรรมของคน ทำให้ผมคิดได้ว่า เราก็ใช้สิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัวนี่ล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนอะไรมากมาย
เพียงแต่ใช้ความเป็น Lifestyle ของคนมาเป็นตัวตั้ง และใช้หลักมาร์เกตติ้งปรับให้กลมกลืนกัน เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวในสิ่งที่นักมาร์เกตติ้งอย่างเรา ต้องคิด ต้องหาทางนำเสนอสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภคในรูปแบบสมัยใหม่เสมอ
สิ่งที่มีอิทธิพลในตอนนี้ และดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ คือ เรื่องของ Social Network ต่างๆ อย่าง Instagram ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผู้ใช้ถึง 153,582 คนในประเทศไทย รวมถึงมีการอัพโหลดรูปภาพกว่า 7,000 รูป
ส่วนบุคคลที่มีจำนวนผู้ Follower มากที่สุดในตอนนี้ คืออั้ม-พัชราภา มีคน Follow สูงถึง 676,831 คน รองลงมาก็เป็น พลอย-เฌอมาลย์ ชมพู่-อารายา เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นนักแสดงดาราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เราต้องการจะประชาสัมพันธ์อะไรต่างๆ โดยที่มีดาราหรือผู้ที่มีชื่อเสียงมาข้องเกี่ยวด้วย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางที่ไม่ควรพลาดเลยครับ
ยิ่งคนที่มีผู้ Follower มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้มีคนเห็นมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่ว่าเขาจะโพสต์ จะอัพรูปอะไรขึ้นก็ตาม คนอีกนับแสนก็จะเห็นด้วย ส่งผลให้เป็นที่รับรู้มากขึ้นครับ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายสินค้าที่ใช้กลยุทธ์นี้แฝงเข้าไปกับเหล่าบรรดาคนดังทั้งหลายที่มีผู้ติดตามในโลกออนไลน์ เพื่อ Tie in สินค้าแบบเนียน หรือบางคนก็ Hard sell เลยครับ มีเบอร์ติดต่อ สั่งซื้อสินค้าเสร็จสรรพ
แม้กระทั่งตอนนี้ โปรแกรมแชทสุดฮิต Line ที่มีสติ๊กเกอร์รูปแบบน่ารักๆ ให้ดาวน์โหลดทั้งที่เสียเงิน หรือจะเป็นแจกฟรี สินค้าหรือบริการต่างๆ ก็พยายามเข้าไป Tie in แบบน่ารักๆ สร้างการระลึกถึงแบรนด์ของตัวสินค้าได้เป็นอย่างดี ที่เห็นชัดๆ เจ้าแรกที่ใช้น่าจะเป็นน้องอุ่นใจของ AIS ตอนนี้มี 2 - 3 เจ้าออกมาทำบ้าง เช่น CP หรือแม้กระทั่งการบินไทย
ล่าสุด แผน Marketing แบบเก๋ๆ ที่ผมเห็น คือ การทำ Marketing เพื่อนำเสนอตัวสินค้าๆ นั้นให้เป็นเกมส์ อยู่บน App ในมือถือ ให้ดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรีๆ อย่างเกมส์ให้ปลูกพืชผัก และเลี้ยงสัตว์ ในฟาร์ม โดยเกมส์จะให้เราเลือกว่าเราอยากทานผักอะไร อย่าง ผักคะน้า ผักชี หรือผักกาด ก็ให้ปลูกอย่างนั้น หรืออยากจะทานเนื้อสัตว์ที่เป็นหมู ไก่ หรือเนื้อวัว ก็ให้เลี้ยงอย่างนั้น พอปลูก และเลี้ยงโดยที่ผัก และสัตว์โตเต็มที่พอจะเก็บเกี่ยว และทานได้แล้ว เราก็จะได้รางวัล โดยเป็นแต้มให้เราสะสมเรื่อยๆ เพื่อนำแต้มที่เราสะสมไปแลกกับรหัสของสินค้านั้นๆ แล้วนำไปโชว์ที่ร้านอาหารนั้นๆ ที่ระบุไว้ เพื่อที่จะได้ทานฟรีแบบสบายกระเป๋าเลยล่ะครับ
จะเห็นได้ว่า นอกจากจะได้ความสนุกแล้ว ยังได้ทานฟรีอีกด้วย ผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้ไปเต็มๆ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ และกระตุ้นยอดขายในขณะเดียวกันอีกด้วย เพราะผู้บริโภคก็จะนำไปบอกกันปากต่อปากชวนเพื่อนให้มาเล่นตาม แบบว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวนั่นล่ะครับ เห็นผลทันใจเลยทีเดียว
สังเกตได้ว่า รอบๆ ตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือได้ทั้งนั้น แต่วิธีการที่จะเข้าไป หรือที่เราเรียกว่าการ Tie-in นั้น เราต้องมีวิธีที่ “แทรกซึม” ให้เนียนมากที่สุด ไม่มากจนน่ารำคาญและไม่น้อยจนไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจึงมีบทบาท และความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่เราจะต้องศึกษาอยู่ตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เมื่อความสมัยใหม่ หรือสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ เมื่อนั้นพฤติกรรมก็เปลี่ยนตามครับ เพราะฉะนั้นนักการตลาดก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเตรียม Tactic ใหม่ๆ ไว้ด้วยครับ
เมื่อถึงเวลาจะได้งัดออกมาใช้ได้ทันท่วงที.









