สัปดาห์ก่อนมีโอกาสเป็นผู้ดำเนินรายการของงานสัมมนาที่ชื่อว่า Mobility and Social Network Trends 2013มีหลายประเด็นที่น่าสนใจเลยขอหยิบมาเล่า
สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสเป็นผู้ดำเนินรายการของงานสัมมนาที่ชื่อว่า “Mobility and Social Network Trends 2013” ที่จัดโดยหน่วยงานจับคู่ธุรกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นงานสัมมนาที่มีท่านวิทยากรที่เป็นผู้มากประสบการณ์จากองค์กรชั้นนำต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิทยากรจากกูเกิล, เรดดี้ แพลนเน็ต, จีเอ็มเอ็มแซด, ยัม เรสเทอรองตส์, โออิชิ, 3เอ็ม, เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ และเอไอเอส
มีหลายประเด็นที่น่าสนใจเลยขอหยิบมาเล่าให้ท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้ได้อ่านกันครับ :)
ปกติแล้ว งานสัมมนาด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งและโซเชียลมีเดียแบบนี้ ผู้มาร่วมรับฟังส่วนใหญ่มักจะมาจากคนในแวดวงโฆษณา เอเจนซี่ หรือคนทำงานด้านการตลาดจากองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับคอมซูเมอร์โดยตรง หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า บี2ซี (Business to Consumer)
แต่งานนี้ ผู้เข้าร่วมฟังส่วนใหญ่ทำธุรกิจแบบบี2บี (Business to Business) มีตัวแทนจากโรงงาน อุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมรับฟังมากมาย
หลายคนอาจจะเข้าใจว่าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งและโซเชียลมีเดีย มักจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจแบบบี2ซี มากกว่าธุรกิจแบบบี2บี เพราะโลกดิจิทัลเป็นโลกของคอนซูเมอร์ คนทำธุรกิจแบบบี2บี จึงมักไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไรนัก
แต่แง่มุมด้านธุรกิจและการตลาดมีหลากหลายครับ เราไม่จำเป็นต้องเน้นการขายสินค้า เน้นโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเสมอไป ยังมีมุมอื่นๆ ที่น่าสนใจให้เล่น เช่น การสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนให้สินค้าและองค์กร เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
แม้ว่าโลกดิจิทัลจะเป็นโลกของคอนซูเมอร์ แต่อย่าลืมครับว่าคอมซูเมอร์บางคน อาจจะสวมหมวกอีกใบเป็นเจ้าของกิจการ มีธุรกิจของตัวเอง มีธุรกิจครอบครัว เป็นเจ้าของโรงงาน ซึ่งอาจจะมีโอกาสคบค้าสมาคม เป็นคู่ค้า เป็นพันธมิตร ร่วมทำธุรกิจกับเราในอนาคตก็เป็นได้
การสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนในโลกดิจิทัล เป็นสิ่งที่ธุรกิจแบบบี2บีควรให้ความสำคัญ เพราะสำหรับธุรกิจแบบบี2บีไม่จำเป็นต้องลงทุนโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแมสแบบคอนซูเมอร์โปรดักต์ทั่วๆ ไป แต่มีโอกาสเข้าถึงคอนซูเมอร์จำนวนมากได้ในต้นทุนที่ต่ำ ถ้ารู้จักนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้งาน
ประโยชน์ข้อต่อมาของเครื่องมือดิจิทัลสำหรับธุรกิจแบบบี2บี คือ การใช้งานเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร (Communication Tools) ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันภายในระหว่างสาขาที่อยู่ไกลกันออกไปหรือจะเป็นแผนกอื่นๆ ในบริษัทก็ตาม
นอกจากเรื่องของการสื่อสารแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้เสริมสร้างทำงานร่วมกัน (Collaboration Tools) ระหว่างพนักงานในองค์กร เพื่อช่วยเพิ่มผลิตผลของการทำงานร่วมกัน ทั้งการประชุมงาน การแชร์ ความรู้ ความคิดความเห็นต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากทำงานในแต่ละวัน สามารถสร้าง “Wisdom of Crowds” ร่วมคิดร่วมสร้าง ระหว่างพนักงานในองค์กร กับผู้บริหาร เจ้าของกิจการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้
ประเด็นสำคัญที่สุดที่วิทยากรทุกท่านย้ำ คือ การเริ่มต้นจากการตั้งวัตถุประสงค์ในการทำ เป็นคำถามเริ่มต้นง่ายๆ ที่หลายองค์กรละเลยว่าเราต้องการนำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เข้ามาทำหน้าที่อะไรในงานด้านการตลาด เมื่อมีวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจแล้ว ผู้บริหารก็สามารถกำหนดเคพีไอ ตัวชี้วัดที่เหมาะสมได้
บ่อยครั้งที่ผู้บริหารเข้าใจผิด คิดว่าการใช้เครื่องมือดิจิทัลเข้ามาทำตลาด จะทำให้เกิดกระแสเปรี้ยงปร้าง คนเอาไปพูดทั้งบ้านทั้งเมือง หรือถ้าทำเพจบนเฟซบุ๊คก็ต้องมีแฟนมากๆ ตั้งความหวังว่าจะประสบความสำเร็จด้านยอดขาย เป็นเหมือนเครื่องมือวิเศษที่ต้นทุนต่ำ ดลบันดาลทุกอย่างได้ในระยะเวลาสั้นๆ
และเมื่อไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ ก็มักจะมองว่าเครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ไม่ได้ผล เป็นเครื่องมือที่ไม่ดีจริง เพราะขาดความเอาจริงเอาจัง ความต่อเนื่องในการใช้ และวัตถุประสงค์ของการนำมาใช้ ถูกวัดด้วยเคพีไอที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น การตั้งวัตถุประสงค์เรื่องการสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่กลับใช้เคพีไอการวัดเป็นยอดขาย
ถ้าเราเริ่มต้นจากการตั้งวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ สอดคล้องกับแผนการตลาด และนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้อาจจะเข้ามาเสริมสร้างเขี้ยวเล็บให้ธุรกิจของเราได้ไม่ยาก ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจแบบบี2บี หรือบี2ซี ก็ตาม
ติดตามสาระน่าสนใจอื่นๆ ได้ทางเพจ http://www.facebook.com/MktHub นะครับ









