ช่วงเดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเรายังไปได้ค่อนข้างดี มีการปรับตัวบ้างตามประสาของตลาดหุ้น แต่ไม่ได้มากมายอะไร
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันเช่นเคยทุกวันพุธที่สามของเดือน ช่วงเดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเรายังไปได้ค่อนข้างดี มีการปรับตัวบ้างตามประสาของตลาดหุ้น แต่ไม่ได้มากมายอะไร ดัชนี SET Index ยังคงยืนอยู่แถวๆ 1,300 จุด ซึ่งอาจจะดูว่าแพงในสายตานักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะสั้น เพราะถ้าเทียบกับประมาณการกำไรของ บจ.ในปีนี้ ค่า P/E Ratio ของตลาดไทยจะอยู่ที่ 14 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียที่ซื้อขายกันที่ประมาณ 12 เท่า
สำหรับนักลงทุนที่มีระยะเวลาในการถือครองหุ้นมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่แพงเกินไป เพราะซื้อขายกันที่ 11.4 เท่า ของประมาณการกำไรในปี 2013 เท่านั้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 10.1 เท่าเพียงเล็กน้อย แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย forward P/E ของตลาดหุ้น ASEAN ที่ 14.1 เท่าค่อนข้างมาก
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้และมี Upside เหลืออีกพอสมควร จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่ เนื่องจากผมมีมุมมองที่เป็นบวกกับตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่ต้นปี นอกจากประเด็นสภาพคล่องล้นโลกที่ผมมักจะเขียนและพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง จากการที่ธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่ๆ ทั้งหลายพากันอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อีกเหตุผลสำคัญที่ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ในขาขึ้น ก็คือ ปัจจัยพื้นฐานของประเทศเราที่มีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย ผมเลยยังไม่วิตกกังวลว่าฟองสบู่กำลังก่อตัวขึ้นในตลาดหุ้น แน่นอนว่ามาตรการ QE3 ของสหรัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้ดีและมีแนวโน้มจะเติบโตในระดับ 5% กว่าๆ ทั้งในปีนี้และปีหน้า การเมืองก็ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ภาคธุรกิจก็เข้มแข็ง กำไรของบจ.ก็เพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี ขณะที่ธนาคารพาณิชย์โดยรวมก็ดูแข็งแรงดี
มุมมองเรื่องตลาดหุ้นไทยของผม ไม่ค่อยแตกต่างมากนักจากมุมมองของนักลงทุนสถาบันในอีกหลายประเทศที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วย ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความของผมมาบ้าง อาจจะพอทราบว่าด้วยหน้าที่การงานของผม ทำให้ผมต้องเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อยเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยให้กับนักลงทุนต่างชาติ ปกติทุกๆ ปี ผมจะต้องเดินทางไปประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอมุมมองให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศเหล่านั้น บางประเทศก็ต้องไปปีละหลายครั้ง บางปีก็ต้องไปประเทศอื่นบ้าง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สกอตแลนด์ เป็นต้น
แต่ปีนี้จะค่อนข้างหนักกว่าทุกปี เพราะสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้รับเชิญจากกระทรวงต่างประเทศให้เข้าร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีในการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยสภาฯ มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยให้นักลงทุนของประเทศที่นายกฯ ไปเยือนได้รับทราบ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย ผมเองในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงต้องเป็นผู้รับบทบาทนี้ไปโดยปริยาย
ดังนั้น ในปีนี้ นอกจากผมต้องเดินทางไปประเทศที่ต้องไปเป็นประจำอยู่แล้ว ผมยังมีโอกาสได้ร่วมคณะของนายกฯ เดินทางไปยังประเทศ จีน บาห์เรน กาตาร์ ออสเตรเลีย เยอรมัน และล่าสุดที่ สหรัฐฯ และอีกเร็ว ๆ นี้ก็มีคิวจะต้องไปที่อังกฤษ เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตลาดทุนไทย
ข้อดีของการร่วมเดินทางไปกับคณะของนายกฯ คือทำให้ผมได้พบกับนักลงทุนกลุ่มใหม่ๆ เพราะหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางการเงินโลก อาทิเช่นประเทศจีน หรือ ประเทศในแถบตะวันออกกลาง นักลงทุนของเขาคงไม่สนใจที่จะมารับฟังข้อมูลเกี่ยวกับตลาดทุนไทยมากนักถ้าไม่ได้รัฐบาลไทยช่วยออกหน้าเป็นผู้เชิญ ความที่ตลาดหุ้นไทยยังมีขนาดเล็กทำให้นักลงทุนในหลายๆ ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะมองข้าม
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไทยเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในเอเชียในปีนี้ แต่หลังจากได้เข้าร่วมรับฟังข้อมูลเชิงลึก ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่านักลงทุนกลุ่มนี้เริ่มสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในบ้านเรา พวกเขาไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าตลาดหุ้นไทยมีบริษัทดีๆ ขนาดใหญ่ๆ มากมาย มีปริมาณการซื้อขายต่อวันที่มากกว่าอีกหลายตลาดใน ASEAN และมี Corporate Governance Rating สูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจาก ฮ่องกง และ สิงคโปร์
แม้แต่เมืองที่ผมไปเป็นประจำอยู่แล้วเช่น New York การได้ร่วมทีมไปกับนายกฯ และ รัฐมนตรีคลัง ก็ทำให้ผมได้พบกับนักลงทุนกลุ่มใหม่ๆ อีกเช่นกัน กลุ่มนี้จะมีตำแหน่งสูงกว่าที่ผมได้พบอยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นระดับประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน หรือ CIO หน้าที่หลักคือตัดสินใจว่า จะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศต่างๆ ปกติ CIO เหล่านี้ มักจะไม่ค่อยเข้าฟังข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยด้วยตัวเอง
นอกจากจะมีรัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงเป็นผู้ร่วมนำเสนอด้วย ผมเชื่อว่าการที่เขาได้รับฟังข้อมูลด้วยตัวเองจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น และน่าจะนำไปสู่การตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในที่สุด
ที่น่าสนใจคือ มุมมองของนักลงทุนในทุกประเทศที่ผมได้เดินทางไปพบในปีนี้ เป็นมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยแทบทั้งสิ้น แน่นอนว่ามีบางคนมองว่าตลาดหุ้นไทยดูร้อนแรงเกินไปในระยะสั้น และอาจเกิดการปรับฐานได้ แต่ถ้าเป็นมุมมองระยะยาวในช่วงเวลา 1-5 ปี (ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนต่างประเทศมักจะมองอะไรค่อนข้างยาว) ผมยังไม่ได้เจอกับใครที่มีมุมมองเชิงลบมากๆ ต่อตลาดหุ้นไทย ผมไม่เถียงว่าส่วนหนึ่งคงมาจากการที่จำนวนสภาพคล่องในโลกมีสูงมาก ประกอบกับตลาดหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนมีจำนวนจำกัด เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังดูไม่ดี วิกฤตในยุโรปยังต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไข ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะเกิดขึ้น และปัญหา “หน้าผาทางการคลัง” ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร เศรษฐกิจจีนเองก็ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งหมดนี้เลยทำให้ ตลาดหุ้นไทยดูโดดเด่นมากในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอีกเช่นกันว่าทำไมตลาดหุ้นไทยจึงให้ผลตอบแทนเป็นที่ 1 ในเอเชีย และ ที่ 3 ของโลกในปีนี้
สรุป ผมยังไม่คิดว่าตลาดหุ้นไทยแพงเกินไป การปรับฐานบ้างของตลาดหุ้นเป็นเรื่องธรรมดาไม่น่าเป็นห่วงอะไร ตราบใดที่แนวโน้มกำไรบจ.ยังเติบโต ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องยังมีสูง และค่า Forward P/E Ratio ยังไม่เกิน 15 เท่า ตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนและจะยังอยู่ในขาขึ้นไปอีกอย่างน้อย 2 ปี หรือจนกว่าดอกเบี้ยโลกจะขยับสูงขึ้น ผมเคยพูดไว้ในงานสัมมนาของ TISCO Wealth
เมื่อต้นปี 2011 ว่าภายในปี 2014 เราน่าจะได้เห็น SET Index ทำสถิติสูงสุดใหม่ ในเวลานั้นโอกาสยังดูเลือนรางเพราะดัชนียังอยู่ไม่ถึง 1,000 จุด มาถึงตอนนี้ความเป็นไปได้เริ่มดูสูงขึ้น ถ้าการเมืองยังมีเสถียรภาพ และไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปีนี้






