วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

โครงการจำนำข้าว : สำคัญอยู่ที่การขายข้าว

โครงการจำนำข้าว : สำคัญอยู่ที่การขายข้าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วครม.ได้อนุมัติการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/2556 จำนวน 26 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวนาปี 15 ล้านตันข้าวนาปรัง 11 ล้านตัน

เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 โดยครม.อนุมัติกรอบวงเงินหมุนเวียนสำหรับข้าวนาปี (ตุลาคม 2555 ถึง มีนาคม 2556) 240,000 ล้านบาท ส่วนข้าวนาปรังจะเสนอครม.อนุมัติอีกครั้ง โดยคาดว่าจะใช้วงเงินหมุนเวียน 165,000 ล้านบาท (จากการขายข้าวที่อยู่ในสต็อกรัฐบาลในขณะนี้)
 

เรื่องจำนำข้าว “ทุกเม็ด” นี้จะเห็นว่ามีการแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการคอร์รัปชันอยู่มาก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรป้องกันและกำจัด แต่ผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญกว่าในเชิงความยั่งยืนและการควบคุมต้นทุนของโครงการนี้ ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมนั้นจะขมวดลงมาที่ประเด็นหลักประเด็นเดียว คือรัฐบาลไทยจะขายข้าวที่รับจำนำมาให้กับต่างชาติได้ในราคาเท่าไหร่และในปริมาณที่มากพอที่จะขจัดผลผลิตส่วนเกินได้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะความเสี่ยงหลักของโครงการคือ การที่รัฐบาลตั้งราคารับซื้อสูงเกินกว่าราคาตลาดโลกมาก (โดยรับจำนำข้าวเปลือกที่ ราคา 15,000 บาทต่อตัน แปรออกมาเป็นราคาข้าวสารขายในตลาดโลกประมาณ 800 ดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่เวียดนามและอินเดียคู่แข่งสำคัญของไทยขายที่ราคา 450-470 ดอลลาร์ต่อตัน) เมื่อราคาสูงมากก็จะต้องมีการผลิตมาให้รัฐบาลไทยรับซื้อเป็นจำนวนมาก ปกติคนไทยกินข้าวปีละ 10 ล้านตันและส่งออกปีละ 10 ล้านตัน แต่ในปีนี้ฝ่ายต่างๆ คาดการณ์ว่าไทยจะส่งออกประมาณ 6 ล้านตัน ทำให้มีข้าวเหลือในสต็อกและหากรัฐบาลต่ออายุโครงการจำนำข้าวต่อไปเรื่อยๆ ก็มีความเสี่ยงว่าจะมีปริมาณข้าวที่รัฐบาลต้องกักตุนเอาไว้อีกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี
 

ในปีนี้หากติดตามข่าวสารก็จะทราบว่าโรงสีเริ่มออกปากว่ามีปัญหา และไม่ยอมรับซื้อข้าวจากชาวนา เพราะเกรงว่าเมื่อรับซื้อไปแล้วและนำไปสีเป็นข้าวสารแล้ว จะไม่สามารถส่งข้าวเข้ามาที่โกดังส่วนกลางเพราะไม่มีที่เก็บรักษา ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาดโลกจะทำให้มีปริมาณสต็อกข้าวที่รัฐบาลต้องเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จะต้องเร่งสร้างโกดังเก็บรักษาข้าวทั่วประเทศ ซึ่งจะไม่ได้ทำให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะการผลิตสินค้านั้นย่อมต้องผลิตสินค้าในราคาที่เป็นที่ต้องการของตลาด
 

ประเด็นจึงกลับมาที่การขายข้าวของรัฐบาลซึ่งหนังสือพิมพ์รายงานว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวว่าในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาใช้เงินในการรับจำนำข้าวทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท ทั้งข้าวนาปีและนาปรังมาอยู่ในมือรัฐบาล 21 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารได้ 11 ล้านตัน รัฐมนตรีมองว่าเม็ดเงินที่ใช้ออกไปไม่ได้สูญหาย “เพราะเมื่อระบายข้าวได้ก็จะสามารถส่งคืนให้กระทรวงการคลัง 85,000 ล้านบาทภายในปี 2555 และในปี 2556 จะสามารถคืนเงินอีก 1 แสนกว่าล้านบาท” (กรุงเทพธุรกิจ 2 ต.ค.) หากอ่านดูตรงนี้ก็ทำให้เชื่อได้ว่าข้าวที่ขายออกไปอาจได้เงินคืนมาประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ทั้งนี้จะต้องบวกภาระดอกเบี้ยและค่าเก็บรักษาข้าวข้ามปีต่อไปอีกด้วยเพื่อให้ได้มาซึ่งต้นทุนทั้งหมดของโครงการ
 

ที่สำคัญคือหากระบายข้าวออกมาไม่ได้มากก็ทำให้รัฐบาลต้องอนุมัติวงเงินเพิ่มเช่นที่กล่าวข้างต้นคือใช้เงินไปแล้ว 3 แสนล้านบาท ตามที่รัฐมนตรีพาณิชย์กล่าวบวกกับที่อนุมัติเพิ่มอีก 240,000 ล้านบาท สำหรับข้าวนาปีในปี 2555/56 และยังไม่อนุมัติเงินอีก 165,000 ล้านบาทสำหรับข้าวนาปรังในปี 2555/56 เพราะคาดหวังว่าจะขายข้าวที่อยู่ในสต็อกปัจจุบันเพื่อให้ได้เงินมาอีก 2 แสนกว่าล้านบาทที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
 

ทำให้เกิดการตั้งคำถาม และรัฐมนตรีพาณิชย์ต้องยืนยันว่า “คำสั่งซื้อข้าวแบบจีทูจี 7 ล้านตันเป็นสัญญาซื้อขายจริงโดยตกลงกับจีน อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ โดยบางสัญญาเป็นสัญญาซื้อขายรับมอบระยะยาว และออเดอร์จีทูจีที่จะส่งมอบให้กับประเทศผู้ซื้อในปีนี้ได้มีการเปิดเอลซีไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็นความลับทางการค้า”  ซึ่งผู้ส่งออกข้าวก็ตั้งคำถามว่า "จนถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขการส่งออกข้าวรัฐต่อรัฐออกมาและช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่เหลือคือ ต.ค.-ธ.ค. ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการส่งออกข้าวจีทูจีออกไป ทั้งนี้หากมีการส่งออกจริงตามที่กระทรวงพาณิชย์ระบุไว้แล้ว ซึ่งต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ประกอบกับประเทศที่รัฐบาลระบุว่าจะซื้อข้าวจีทูจีคือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ก็ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีการนำเข้าข้าวจากไทยในปีนี้ (กรุงเทพธุรกิจ 4 ต.ค.) กล่าวคือการระบายข้าวของรัฐบาลไทยจะเป็นเรื่องที่จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะข้าวที่รัฐบาลซื้อเข้ามามีต้นทุนสูง ทำให้เข้าใจได้ว่าการขายออกจะเป็นเรื่องที่ท้าทายจนกระทั่งฝ่ายไทยต้องบอกว่าเป็นความลับทางการค้า แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลต่างประเทศที่รับซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยคงจะไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปกปิดรายละเอียดของธุรกรรมดังกล่าว
 

การที่รัฐบาลซื้อข้าวมาในราคาสูง ทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงแล้วในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนต่างคือสต็อกของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นภาระที่จะต้องผ่องถ่ายออกมาในปีต่อไป มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องอนุมัติวงเงินมาซื้อข้าวเพิ่มขึ้นและปริมาณในสต็อกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อปริมาณเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการเก็งกันว่ารัฐบาลจะต้องเร่งระบายข้าวออกมา เพราะหากเก็บสต็อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องสร้างโกดังเก็บข้าวเพิ่มขึ้นและค่าเก็บรักษาข้าวก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่หากขายออกมาก็จะทำให้ราคาตกต่ำและต้องรับผลขาดทุนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะข้าวไม่ใช่สินค้าที่รัฐบาลไทยมีอำนาจผูกขาดที่จะกำหนดราคาตลาดโลกได้ตามอำเภอใจ แม้จะเคยมีความพยายามจะ “ฮั้ว” กับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อื่นๆ (โดยเฉพาะเวียดนาม) เพราะข้าวนั้นปลูกได้ทุกๆ 3-4 เดือนและปัจจุบันการผลิตข้าวทั่วโลกอยู่ในระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และสต็อกข้าวของโลกก็อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาดังที่ผมได้เคยกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้แล้ว
 

อีกประการสำคัญที่เป็นข้อกังวล ก็คือ ผลกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมข้าวไทย เพราะมีความเป็นไปได้ว่า การรับจำนำข้าวทุกเม็ดของรัฐบาล จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการปลูกข้าวเพื่อได้ปริมาณมาก แทนการปลูกข้าวคุณภาพดี เพื่อขายให้กับรัฐบาลในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพเท่าที่ควร ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของข้าวไทยในอนาคต
 

โดยสรุป โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จะไม่เป็นภาระก็ต่อเมื่อ มีวิกฤตการผลิตเกิดขึ้น ทำให้ข้าวขาดแคลนอย่างมากในตลาดโลก อันจะทำให้รัฐบาลสามารถระบายสต็อกออกมาได้โดยไม่ขาดทุนครับ