วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สะพานเชื่อมสองวัย

โครงสร้างประชากรในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ด้วยการจำกัดอัตราการเกิดในอดีต

ทำให้ประชากรที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับประชากรสูงวัยในปัจจุบัน
 

ประชากรกลุ่มนี้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นภาระที่รัฐบาลต้องดูแลมาสู่การเป็นเจ้าของทรัพยสินรายใหญ่ของประเทศ ด้วยเงินเก็บที่สะสมมาตลอดชีวิต ทั้งยังกระฉับกระเฉง คิดอ่านว่องไวไม่แพ้คนรุ่นใหม่
 

การถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากผู้อาวุโสกลุ่มนี้สู่คนรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นพลังให้ประชากรรุ่นต่อไป ไม่ใช่บทบาทการบริจาคสร้างกุศลให้องค์กรต่างๆ เท่านั้น
 

ความรู้ที่มีอยู่ต้องถ่ายทอดออกไป เหมือนการสอนคนให้รู้จักตกปลา ให้เขามีความสามารถ มีทัศนคติที่จะดำเนินชีวิตและรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ควบคุมชีวิตตัวเองเพื่อให้ไปในเส้นทางที่ต้องการ
 

นอกจากจะเสริมสร้างตัวเองให้มีความรับผิดชอบและพัฒนาตัวเองแล้ว วิชาความรู้ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้กัน หนุ่มสาวรุ่นใหม่จะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
 

แต่หนทางสู่ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจทำให้คนรุ่นใหม่ตกงานทันทีตั้งแต่เรียนจบถึง โดยเฉพาะในยุโรปที่ประเมินกันว่ามีบัณฑิตจบใหม่ว่างงานถึง 5-10 ล้านคน เช่นเดียวกับสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่จีนก็เริ่มชะลอตัวลงเช่นกัน
 

ปัญหานี้แม้แต่เลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุน ถึงกับเรียกว่าเป็นยุค Lost Generation ที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างคน 2 รุ่น นั่นคือกลุ่มผู้สูงอายุที่เกิดมาในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุ ทั้งๆ ที่บางคนยังมีสติปัญญา ความรู้ ความสามารถเต็มเปี่ยม ขณะที่บางคนก็มีเงินทุนสะสมมากมายพร้อมจะนำไปใช้ลงทุนให้ออกดอกออกผล
 

ส่วนเด็กรุ่นใหม่หลายๆ ประเทศทั่วโลกที่มีสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน การแข่งขันก็สูง จนทำพวกเขาจำนวนมากตกงาน ขาดโอกาสเติบโตเพราะไม่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเงินทุน ตรงกันข้ามกับคนกลุ่มแรก จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าจะสมดุลคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้อย่างไร
 

เพราะคนกลุ่มหนึ่งก็มีประสบการณ์ที่อยากถ่ายทอด มีเงินทุนที่พร้อมจะใช้ แต่อาจมีกำลังที่จำกัดและสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยนัก แต่อีกกลุ่มขาดแคลนไปเสียทุกอย่างยกเว้นกำลังใจและกำลังกายที่พร้อมทุ่มเทให้งานที่ตัวเองรัก
 

การหาทางสานต่อให้คนทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และเราจะปล่อยให้เกิด Lost Generation ขึ้นในสังคมไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าการสืบทอดสิ่งดีๆ จากคนรุ่นก่อนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับคนในสายเลือดเดียวกันเท่านั้น แต่ต้องเปิดกว้างถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่หลากหลาย ภาครัฐเองก็อาจมีมาตรการบางอย่างออกมากระตุ้นให้กลุ่มผู้สูงอายุกล้าใช้เงิน ใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ จะทำให้เกิดตลาดกลุ่มใหม่ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เช่น สินค้า และบริการของกลุ่มผู้สูงวัยโดยเฉพาะ
 

ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็ได้รับผลประโยชน์จากตลาดกลุ่มใหม่ในการสร้างงาน สร้างสินค้าและบริการมารองรับ รวมถึงประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ที่จะถ่ายทอดสู่กันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรและประเทศชาติได้ต่อไป
 

จุดเริ่มต้นของการเกษียณอายุของบางคน จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ของบางคนได้เช่นกัน ซึ่งนั่นจะเป็นการเติมความหมายของชีวิตให้คนทั้ง 2 รุ่นได้อย่างสมบูรณ์