ประเด็นหนึ่งที่คิดว่าเราน่าจะมาตรองดูกันทั้งในแบบใจเขาใจเรา คือ ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ ความกังวล และแนวทางในการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศ
สวัสดีครับ ถ้าถามถึงวงการบันเทิงในบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงทั่วโลก จากเมื่อหลายปีก่อนที่มีการติดตามนักร้องและนักแสดงชาวเกาหลีกันเต็มบ้านเต็มเมืองในเมื่อหลายปีก่อนคงไม่พ้นวันเดอร์ เกิร์ลส์ และบอย แบนด์ ต่าง ๆ แต่ในปีนี้คงต้องบอกว่าถ้ากล่าวถึงพีเอสวาย (PSY) หรือ ในชุดที่เรียกว่า กังนัมสไตล์
แล้วเราถามว่าเป็นใครแล้วนึกไม่ออกคงต้องบอกว่าตกกระแสอย่างแรง (ถ้าไม่เคยได้ยินคงต้องไปเสิร์ชแล้วล่ะว่าเป็นใคร เพราะผมคงไม่ได้บอกว่าเขาคือใครในครั้งนี้) แต่ที่สำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้นและขอยกเป็นอุบายตัวอย่างของเราคือ หากเรามองพีเอสวายในชุดกัมนัมสไตล์นั้น เขาไม่ได้เป็นนักร้องที่หล่อ ดูดี หรือมีท่าเต้นหรือการแต่งกายที่เราคุ้นเคย (ที่ต้องมีหน้าคม หุ่นดี เต้นเท่ห์ ๆ) แต่การที่พีเอสวายเป็นที่รู้จักและนิยมขึ้นมานั้น เพราะหลายคนพยายามเข้าใจว่าหน้าตา การแต่งตัว ทิศทางและกระแสที่ถูกนำเสนอขึ้นมาขั้นเป็นอย่างไร และเพื่อสื่อสะท้อนอะไร ผมเลยขอยกตัวอย่างต่อคือการที่เราเปิดรับกังนัมสไตล์ … และเข้าใจมาย สไตล์ (MY STyLe) ในการดำเนินธุรกิจในกระแสอาเซียนนั้นเป็นอุบายที่สำคัญ
ในหลายประเด็นที่เราคุยกัน ตั้งแต่ต้นปีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เกิดขึ้นในอาเซียนและนอกอาเซียน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้าในยุโรป และการใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นของคิวอี 3 ของทางอเมริกา ซึ่งหลาย ๆ เรื่องที่เกิดนั้น เราสรุปได้ว่าเป็นภาวะที่เราทั้งหลายต้องรับมือ และปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอด เราได้ข้อสรุปว่าเออีซี( AEC) คือ ตลาดใหม่ ตลาดที่มีประชากรหลายร้อยล้านคน ซึ่งจะเป็นทั้งผู้บริโภคและทรัพยากรที่ทำให้เกิดทั้งสินค้าและบริการในอนาคต คือตลาดที่เกี่ยวกับการค้าขาย และการลงทุน รวมถึงการเชื่อมต่อ ซึ่งการเชื่อมต่อนี้ทั้งหมดทุกประเทศในประชาคมทำให้เกิดพลัง ที่มากกว่าปกติ (Synergy)
แต่มีประเด็นหนึ่งที่คิดว่าเราน่าจะมาตรองดูกันทั้งในแบบใจเขาใจเรา คือ ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ ความกังวล และแนวทางในการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศในอาเซียนในปัจจุบัน ถ้าเราเข้าใจว่าความเป็นไปและความต้องการของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร (MY STyLe) ไม่ได้หมายถึงอื่นใด แต่หมายถึงความเข้าใจในความกังวล แนวทางในการดำเนินธุรกิจ ของแต่ละประเทศในอาเซียน จะทำให้เราสามารถทำธุรกิจกับคน และธุรกิจในประเทศนั้น ๆ ได้อย่างสัมฤทธิผล
ผมขอยกประเด็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการทำความเข้าใจซึ่งใกล้ตัวเรา ในช่วงที่ผ่านมาหลายสมัย เรื่องกติกาการถือครองหุ้น หรือสัดส่วนผู้ถือหุ้นของต่างชาติกับคนไทยมักจะเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงเสมอ และไม่ว่าจะมีกติกาอย่างไร การดำเนินการและข่าวคราวเรื่องประเด็นดังกล่าวยังมักถูกยกขึ้นมาทั้งในสื่อและทางการอยู่เป็นระยะ
แต่ประเด็นสาระที่สำคัญ คือ การอนุญาตให้ต่างชาติดำเนินธุรกิจ หรือ ครอบครองธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน 25% 30% 50% 70% หรือ 90% ตัวเลขไหนเป็นตัวเลขที่เหมาะสม ไม่สามารถจะสรุปได้ เพราะในแต่ละเวลา สถานการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเสี่ยงที่รับได้นั้นมีความแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญสาระนั้นทำอย่างไร ให้เกิดความสามารถในการดูแลผู้ประกอบการ หรือประชากรในประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับประเทศไทยประเด็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นระยะ ซึ่งหากผมขอยกประเด็นเดียวกัน และถูกกล่าวถึงในสื่อต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาหลักๆ เห็นจะไม่พ้นการรอคอยของการลงนามของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการทำธุรกิจของชาวต่างชาติที่จะดำเนินการในสหภาพพม่า
ประเด็นที่เห็นว่าเป็นประเด็นหลักที่นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศยังคงกล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมาหลัก ๆ คือ สัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งในกติกาเดิมนั้นชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 49% เมื่อเทียบกับกติกาใหม่คือสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 50% ปรับเพิ่ม 1% ซึ่งหากเราดูการเปลี่ยนแปลงแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย และยังทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า หากถือกันคนละ 50% แล้วหากเห็นไม่พ้องกัน ใครจะเป็นคนตัดสิน
ประเด็นการถือครองนั้น หากเราพยายามทำความเข้าใจเจตนาของกติกาแล้วนั้น คือความต้องการการปกป้องคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก ให้ยังสามารถอยู่ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินทุน รวมถึงบริษัทต่าง ๆ ที่พร้อมทั้งเงินทุนและความรู้เข้ามาทำธุรกิจในพม่า ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจขนาดเล็กในพม่าไม่สามารถแข่งขันได้ และต้องปิดกิจการในที่สุด ซึ่งหากเราเข้าใจว่าทำไมการตกลงถึงกฎกติกานี้ยังใช้เวลาในการสรุปพอควร และเพียงปรับสัดส่วนการอนุญาตการถือหุ้นเพิ่มเพียง 1% นั้นใช้เวลาเพียงนี้ ก็เพราะความต้องการในการดูและปกป้องธุรกิจขนาดเล็กในประเทศเป็นหลักก็เห็นเป็นเรื่องดีในการเอาใจใส่และปกป้อง
นอกจากนี้ หากเราย้อนเวลาและพัฒนาการของการให้การสนับสนุนทางการเงินของไทยย้อนหลังไปกว่า 20 ปีที่แล้ว การสนับสนุนทางการเงินในอดีตนั้นยังเป็นแบบพื้น ๆ เช่น การกู้ต่าง ๆ ยังต้องมีการนำเอาสินทรัพย์มาค้ำประกัน ซึ่งมักจะเป็นที่ดินเป็นหลัก และการค้ำประกันเหล่านั้น มูลค่าการสนับสนุนก็เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ามูลค่าของทรัพย์นั้นกว่ากึ่งหนึ่ง และการนำเอาทรัพย์ประเภทอื่นมาค้ำประกันนั้นยังไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็น การนำเอาทะเบียนรถมาจำนำ หรือเป็นหลักประกันในสถาบันการเงินยังไม่สามารถทำ หรือทำกันไม่แพร่หลาย
การออกตราสารหนี้ต่าง ๆ ต้องเอาทรัพย์มาค้ำประกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งพัฒนาการเหล่านั้นใช้เวลาหลายปี นอกจากนี้การให้บริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง, โมบายล์ แบงก์กิ้งและอนุพันธ์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีการพัฒนาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาทั้งนั้น เมื่อเราเปรียบเทียบพัฒนาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับเรา และการพัฒนาการที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็น่าจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงสถานการณ์และแนวทางในการพัฒนาของประเทศต่างๆ ที่อยู่รอบข้างเราในปัจจุบัน และเมื่อเราเข้าใจการพัฒนาการนั้น ก็จะทำให้เราคาดหวังการทำธุรกิจ ที่จำเป็นต้องมีพื้นฐานจากธรรมเนียมปฏิบัติของแต่และประเทศ และไม่ยึดถือว่าเราทำอย่างนี้ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องทำเหมือนกัน เพราะวาระในแต่ละแห่งยังแตกต่างกันอยู่
ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกด้านนั้น คือ การให้สินเชื่อบุคคล หรือที่อยู่อาศัยในบางประเทศก็มีความแตกต่างกันกับเรา เช่น ในพม่า อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ นั้นยังไม่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนัก และการซื้อทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายด้วยเงินสดทั้งสิ้น ซึ่งในแง่หนึ่งอาจคิดว่าไม่เป็นข้อจำกัด แต่อีกด้านหนึ่งหากเราสามารถพัฒนาโครงการได้ไว และมีคุณภาพ ตลาดนี้อาจจะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและสามารถเห็นผลตอบแทนที่ไวกว่าตลาดอื่นเสียอีก
หากเราสามารถเข้าใจว่าแต่ละตลาด แต่ละประเทศ มีธรรมเนียมปฏิบัติ แนวทาง หรือ การปกป้องประชากรหรือประเทศอย่างไร และเราปรับตัว หรือแนวทางในการดำเนินธุรกิจของเราให้สอดรับกับความเข้าใจนั้นให้ได้ เราก็สามารถได้ประโยชน์ จากการเปลี่ยนแปลงหรือโอกาสที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น กังนัมสไตล์ หรือ สไตล์ไหน ๆ เราก็สามารถรับมือได้ เพราะเราเข้าใจ STyLeที่เกิดขึ้นและรู้ว่าจะรับมืออย่างไร









