น่าตกใจมากคือ คนไทย 21.1% ที่เชื่อว่าการทำชั่ว โดยเฉพาะทุจริตคอร์รัปชัน สามารถลดทอนกรรมได้ด้วยการทำบุญบริจาค
ในเดือนที่ผ่านมา มีการแถลงผลวิจัยเรื่อง “ความเชื่อเรื่องกรรมในวิถีชีวิตของสังคมไทย” โดยบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ข่าวดีคือว่าคนไทย 66.5% ยังเชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ที่น่าตกใจมากคือ คนไทย 21.1% ที่เชื่อว่าการทำชั่ว โดยเฉพาะทุจริตคอร์รัปชัน สามารถลดทอนกรรมได้ด้วยการทำบุญบริจาค
ความเชื่อว่ากรรมสามารถหักกลบลบกันได้ ดูจะระบาดรุนแรงขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักการเมืองที่เป็นต้นตอสำคัญของการทุจริตคอร์รัปชัน เราเห็นข่าวนักการเมืองระดับรัฐมนตรี ที่เคยมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันหลายคนจัดงานทำบุญใหญ่ สร้างวัด สร้างพระกันอยู่เรื่อยๆ แม้แต่อดีตรัฐมนตรีที่หนีคดีทุจริตไปอยู่ต่างประเทศ ยังนิยมสร้างวัดนอกประเทศ และทำพิธีแก้กรรม โดยนิมนต์พระชื่อดังและเชิญคนใหญ่คนโตบินไปร่วมงาน
นอกจากนี้ในช่วงหลังเราจะได้ยินข่าวนักการเมืองที่มีชื่อเสียระดับเป้งๆ นิยมไปทำบุญที่พุทธคยาและตามสังเวชนียสถานในอินเดีย คิดแล้วด้านหนึ่งน่ายินดีที่นักการเมืองไทยสนใจการทำบุญมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งกังวลใจ เพราะถ้านักการเมืองเหล่านี้ เชื่อว่าการมาทำบุญที่พุทธคยาแล้ว จะได้บุญใหญ่ สามารถหักกลบลบหนี้กรรมชั่วที่ตนทำไว้ได้เร็วขึ้น นักการเมืองเหล่านี้อาจคิดว่าทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้นบ้างก็คงไม่เป็นอะไร ความเชื่อที่ว่ากรรมดีกับกรรมชั่ว สามารถหักกลบลบกันได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก จะส่งผลให้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเรารุนแรงขึ้น จนทำลายประเทศได้ในระยะยาว
แนวคิดเรื่องหักกลบลบกรรมนี้ เป็นแนวคิดที่เอาหลักการบริหารเงินแบบทุนนิยมไปครอบเรื่องของธรรมะ และเป็นการคิดแบบเข้าข้างตัวเองอย่างที่ตนอยากจะให้เป็น โดยหวังเอาตัวรอดจากกรรมชั่วที่เคยทำไว้ มองกรรมดีเหมือนทรัพย์สิน กรรมชั่วเหมือนหนี้สินที่หักกลบลบกันได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในทางที่ถูกแล้ว เราต้องเอาหลักของธรรมะ ซึ่งเป็นหลักของชีวิตมาครอบทุนนิยม ชีวิตจึงจะมีความหมายและสังคมจึงจะอยู่ได้อย่างสันติสุขและเป็นธรรม
การเอาหลักการทุนนิยมที่ตนคุ้นเคยไปครอบเรื่องธรรมะในสังคมไทยปัจจุบันนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องกรรมเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อว่าตายไปแล้วจะขึ้นสวรรค์ชั้นใด ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ทำบุญ ความเชื่อที่ว่าทำทานด้วยเงินแต่เพียงอย่างเดียวก็พอ โดยไม่ต้องสนใจการปฏิบัติภาวนา และการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ตลอดไปจนถึงความเชื่อที่ว่า ถ้าทำอาชีพถูกกฎหมายก็ไม่เป็นไร แม้อาชีพเหล่านั้นขัดต่อศีลธรรม หรือส่งเสริมให้สังคมเสื่อมลง
คนที่สนใจศึกษาพุทธศาสนา คงสงสัยว่าเราสามารถหักกลบลบกรรมได้จริงหรือไม่ เพราะเรามักจะเห็นหลายวัดจัดพิธีแก้กรรม รวมทั้งถ้าอ่านพุทธชาดก ก็จะพบว่ามีผู้ที่เคยทำกรรมหนักๆ ไว้สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายเรื่องกรรมไว้ในหนังสือพุทธธรรมว่า แนวคิดเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา เป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งและประณีตมาก
การวินิจฉัยว่ากรรมที่ทำเป็นกรรมดีหรือ กรรมชั่วต้องเริ่มพิจารณาที่เจตนาของการกระทำ กรรมดีต้องไม่เกิดจากเจตนาที่เป็นอกุศล และต้องทำให้สภาวะของจิตที่เป็นอกุศลลดลง ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ที่สำคัญต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ถ้าคิดตามหลักการนี้แล้ว การกันเงินส่วนหนึ่ง ที่ได้จากการทุจริตคอร์รัปชันไว้ทำบุญ หรือตั้งใจสะสมบุญใส่กระปุกเพื่อลดผลของกรรมชั่วที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตนั้น คงไม่สามารถถือว่าเป็นการทำกรรมดีได้ เพราะไม่ใช่การกระทำที่เริ่มด้วยเจตนาที่เป็นกุศล ไม่ได้ทำให้สภาวะจิตของตนที่เป็นอกุศลลดลง และการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการเบียดเบียนสังคม ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการหักกลบลบกรรมนั้น ท่านเจ้าคุณฯ ได้อ้างพุทธสุภาษิตว่า “กรรมดีหรือชั่วทุกอย่างที่คนสั่งสมไว้ ย่อมมีผล ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะนิดหน่อย ที่จะว่างเปล่าไปเลยไม่มี” การให้ผลของกรรมนั้นมีหลายระดับตั้งแต่ระดับจิตใจ ระดับวิถีชีวิตในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินวิสัยแห่งความคิดของคนปกติได้
ในทางพุทธศาสนา เชื่อว่า ผลของกรรมจะส่งผลในระดับที่ต่างกันได้ แม้อาจเกิดจากกรรมที่คล้ายกัน บางคนทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อยก็ลงนรก ต้องไปชดใช้ในชาติต่อๆ ไป แต่บางคนทำกรรมชั่วอย่างเดียวกัน อาจแสดงผลในปัจจุบันแล้วจบกันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ และปริมาณของการรักษากายด้วยศีล และรักษาจิตด้วยการภาวนาให้เข้าใจในหลักธรรมะอย่างถูกต้อง ให้ละการกระทำที่เป็นอกุศลเบียดเบียนคนอื่น
ดังนั้นความเชื่อที่ว่า กรรมดีกรรมชั่วหักกลบลบกันได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง จึงเป็นแนวคิดเพื่อเอาตัวรอดที่ผิวเผินมาก ถ้าตราบใดที่การทำกรรมดีไม่ทำให้นักการเมืองมีจิตใจที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น หยุดที่จะทุจริตคอร์รัปชัน หรือเบียดเบียนคนอื่นต่อไปแล้ว คงยากที่ผลของกรรมชั่วที่เคยทำไว้ และที่จะทำในอนาคตจะบรรเทาลงได้การกระทำของตนเองไม่ให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น แต่ถ้าคนไทยมองเรื่องกรรมแค่ผิวเผิน คิดว่ากรรมดีกรรมชั่วหักกลบลบกันได้แล้ว สังคมไทยคงจะมีแต่คนที่คิดทำกรรมชั่วก่อน แล้วหวังว่าจะทำกรรมดีมาหักล้างภายหลัง สังคมจะมีแต่ความยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยคนที่นิยมการทุจริตคอร์รัปชัน เราจะเกิดบรรทัดฐานที่จะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยในระยะยาวอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโกงกินบ้างก็ไม่เป็นไรถ้าใจมีเมตตา
ผมขอย้ำว่า แนวคิดเรื่องกรรมในพุทธศาสนา เป็นแนวคิดที่ประณีตและลึกซึ้งมาก เป็นแนวคิดที่กำกับให้คนมีหิริโอตัปปะ มีความละลายและความเกรงกลัวต่อบาป รวมทั้งมีสติระมัดระวังจิตใจและโกหกเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไรถ้าทำให้สบายใจ หรือเลี้ยงเด็กเป็นกิ๊กก็ไม่ผิด เพราะถือว่าให้ทุนการศึกษา
แม้หลักการเรื่องกรรม และหิริโอตัปปะเป็นหลักการที่สำคัญในพระพุทธศาสนา แต่สังคมไทยวันนี้กลายเป็นสังคมที่ขาดทั้งความละลายต่อบาปและการยอมรับผิด โดยเฉพาะในกลุ่มนักการเมือง วันนี้เรามีรองนายกรัฐมนตรีถึงครึ่งหนึ่ง ที่สังคมตั้งคำถามด้านจริยธรรม และความเกรงกลัวต่อบาป ไม่ว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ถูกปปช. กล่าวโทษว่าเกี่ยวพันกับการทุจริต เอาที่ดินธรณีสงฆ์ไปให้นักการเมืองทำสนามกอล์ฟ จนมีโทษถึงให้ออกจากราชการ แต่รองนายกรัฐมนตรีคนนั้น ยังไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างเป็นเรื่องตั้งแต่เป็นข้าราชการเมื่อหลายปีมาแล้ว
หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ลูกเคยพัวพันกับคดีตำรวจโดนยิงตาย จนต้องหนีออกนอกประเทศ กลับไม่รู้สึกผิดอะไรที่ลูกจะเข้ารับราชการตำรวจได้โดยง่าย ด้วยคุณสมบัติยิงปืนแม่น ถ้าเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วเกิดหักกลบลบหนี้กันได้จริง ตามที่นักการเมืองหลายคนเลือกที่จะเชื่อแล้ว ผมยังนึกไม่ออกว่านักการเมืองเหล่านี้ ต้องทำกรรมดีมากเพียงใด และด้วยวิธีใด จึงจะมาหักกลบลบกรรมชั่วที่ตนเองเคยทำไว้ หรือคิดจะทำต่อไป
ในการต่อสู้กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากเราจะต้องอาศัยข้าราชการที่ยืนหยัดในความถูกต้อง นักธุรกิจและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชัน และหน่วยงานที่ยังเป็นอิสระและยึดมั่นในอุดมการณ์ (เช่น ปปช.) แล้ว คงต้องอาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้โปรดช่วยกันตอกย้ำเรื่องกรรมที่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นว่า กรรมชั่วไม่ใช่หนี้สิน จะหักกลบลบกับกรรมดีก็ไม่ได้ จะพักกรรม หรือปรับโครงสร้างกรรมก็ไม่ได้ จะออกบัตรเครดิตผ่อนชำระกรรมตามใจผู้ผ่อนก็ไม่ได้
อีกไม่กี่เดือนจะออกพรรษาเข้าสู่เทศกาลกฐินแล้ว คงจะเป็นการดีถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะตั้งกฎไม่รับกฐินจากนักการเมืองที่มีข่าวพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชัน และสังคมหยุดร่วมทำบุญกับคนเหล่านี้ ขนาดรับของโจร กฎหมายยังถือว่ามีความผิด ผมไม่แน่ใจว่า สนับสนุนให้โจรแบ่งเงินที่ได้จากการโกงมาทำบุญแก้กรรม จะเป็นบาปมากน้อยเพียงใด









