วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Asean Banking Integration Framework

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AEC เท่าที่สังเกตดู บ้านเราก็สามารถสร้างความ “ตื่นตัว” ได้ดีพอควร

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AEC เท่าที่สังเกตดู บ้านเราก็สามารถสร้างความ “ตื่นตัว” ได้ดีพอควร  แต่ออกจะไปในแนว “นกแก้วนกขุนทอง”  ซะมาก ส่วน “แก่น” แท้ๆ ของเรื่อง AEC ยังไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร  บังเอิญได้ไปพบบทความเก่าอันหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาในหนังสือพิมพ์ Business Time ของมาเลเซีย คนเขียนเขาถามว่า Where is the Asean banking framework?  เดือนนี้ผมขอลองเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ AEC ในแง่ของตลาดการเงินมาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดู หากไปซ้ำกับเรื่องที่ท่านผู้รู้ท่านอื่นได้กล่าวไว้แล้วก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย 

 

ก่อนที่จะไปต่อ ขออนุญาตเท้าความสักเล็กน้อย เมื่อ 7 เมษายน 2554 มีการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางของอาเซียนและได้มีการรับรองกรอบที่เรียกว่า Asean Banking Integration Framework (ABIF) โดยมีเป้าหมายที่ต้องบรรลุ การเป็นเสรีทางการเงินแบบพหุภาคี (Multilateral Liberalization) ภายในปี 2020 หรือปี 2563 การที่จะทำเช่นนั้นให้สำเร็จได้ ที่ประชุมได้ตกลงใน 4 เงื่อนไข (Condition) ที่ต้องทำเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ 

 

1. การผสานของกฎระเบียบทางการเงิน (Harmonization of regulations)  

 

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเสถียรภาพทางการเงิน (Building of financial stability infrastructure) 

 

3. การเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศ BCLMV (Brunei , Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) 

 

และ 4. จัดทำข้อกำหนดหลัก (Agreed Criteria) สำหรับสถานะ ASEAN Qualified Bank (QAB)  ธนาคารที่มีสถานะ QAB จะสามารถประกอบการในประเทศใดๆ ในอาเซียนโดยใช้  "passport" อันเดียว

 

ผมคงจะไม่ลงรายละเอียดลึกมากไปกว่านี้ในทุกประเด็น  เพราะมันจะยากมากและจะทำให้ท่านผู้อ่านเวียนศีรษะ หากเข้าไปใน internet ก็จะได้รับความรู้ทางด้านนี้อย่างละเอียดได้ด้วยตนเอง  ผมก็จะขอถือโอกาสนี้วิพากษ์เรื่องนี้ในแบบที่ผม "เล่า" ให้ท่าน “ฟัง” อยู่ทุกเดือนนะครับ

 

ประการแรก  การบรรลุในเรื่องเสรีด้านการเงินภายในปี 2563  ถึงแม้ว่าจะอีกหลายปี แต่หากพิจารณาแล้วก็คงไม่ง่ายนัก และในระหว่างทางก็อาจจะมีการชะงักงันได้มากบ้างน้อยบ้าง  ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางการเมือง (อย่ากะพริบตาปีหน้ารอดูไทย+กัมพูชา เรื่องอะไรคงไม่ต้องบอก ปีนี้และปีต่อๆ ไป ติดตาม มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน รวมไปถึงจีนด้วย ในเรื่องหมู่เกาะSpratly) หรือปัจจัยสภาพแวดล้อมและความอ่อนไหวของสถานการณ์การเงินของโลก จริงอยู่ในช่วงนี้สัก 1-2 ปี เอเชีย (และอาเซียน) ก็ยังคงเนื้อหอมอยู่ จากวิกฤตในยุโรปและเศรษฐกิจชะงักงันในอเมริกาที่ยังไม่ฟื้นตัว

 

ประการที่สอง ยกตัวอย่างมาสัก 2  ใน 4 เงื่อนไข คือ การ Harmonize regulation และการกำหนดสถานะ QAB หากสำเร็จจะเป็นตัวผลักดันที่มีประโยชน์มากต่อการประสบความสำเร็จที่จะเปิดเสรีทางการเงิน  สถานะ QAB จะเกิดได้บรรดาธนาคารกลางต่างๆ ในภูมิภาคต้องทำในสิ่งที่ผมเรียกว่า การจัดการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ ได้เสียก่อน จึงจะสามารถออก “passport” เพียงหนึ่งใช้ได้ทั้งภูมิภาค ตัวอย่างเช่นเอาแค่ความหมาย และ mentality ของผู้คุมกฎ ในเรื่องของการเก็งกำไรค่าเงิน ก็คงจะคุยกันรู้เรื่องได้ยาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความชัดเจนของกฎเกณฑ์ที่แต่ประเทศจะออกมาบังคับใช้

 

ประการที่สาม ผมออกจะเห็นด้วยกับท่านผู้ว่าการ  ในเรื่องว่าภาคการเงินเป็นตัวสนับสนุนมากกว่าไปนำในการเชื่อมโยงตลาดกับเชื่อมฐานการผลิต ซึ่งหมายถึงในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) ทำอะไรในประเทศต่างๆ ภาคการเงินต้องสามารถสนับสนุน (accommodate) ได้อย่างสะดวกสบายพอสมควร เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนสามารถทำได้รวดเร็วทันท่วงที อาทิเช่น หากมีการเข้าไป take over กิจการนอกประเทศ การชำระเงินค่าการซื้อกิจการจะต้องทำได้โดยไม่มีอุปสรรคจากกฎเกณฑ์ทางการ และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การปรับมุมมองและทัศนคติของผู้คุมกฎจาก “ห้าม” มาเป็น “ให้” ให้มากที่สุด

 

ประการที่สี่ ปัจจัยทางด้านเทคนิคอื่นๆ ที่เราควรต้องให้ความสำคัญและสร้างขึ้นมาให้ได้ ซึ่งหมายรวมถึงกฎเกณฑ์ที่ต้องปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ผมขออนุญาตยกตัวเรื่องตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยสภาพภูมิศาสตร์แล้ว ทุกคนคงจะเห็นด้วยว่าเราอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเพราะเราอยู่ตรงกลางพอดีของอาเซียน  

 

หากเราไม่พูดถึง AEC แต่เอาแบบเฉพาะเจาะจงลงไปเลยว่า เราจะทำให้เราอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในการ accommodate การค้าการลงทุนกับพม่าอย่างไร ในเรื่องตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เราคงต้องช่วงชิงการนำในการเป็น market maker ของเงินกีบ เงินเรียล และเงินจ๊าด ผมเชื่อว่า ความรู้ความสามารถของ trader  ไทยในเรื่องการบริหารเงินและบริหารความเสี่ยงไม่แพ้ใครในภูมิภาค  การถ่ายทอดองค์ความรู้ การร่วมก่อตั้งตลาดให้กับธนาคารท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ก็สามารถทำได้ดี ด้วยบุคลิกลักษณะที่อ่อนน้อมถ่อมตนมากกว่าคนอื่นน่าจะได้มิตรมากกว่าศัตรูนะครับ 

 

ลองดูจีนกับฮ่องกงเป็นตัวอย่างก็ได้ ผมก็อยากจะเห็น การเป็น market maker ของ กีบ/บาท เรียล/บาทและจ๊าด/บาท ในภาคทางการก็ทำได้นะครับ หากทำได้ก็จะเสริมส่งในการลงทุนของโลกที่สนใจพม่า (รวมถึงลาวและกัมพูชา) มาอยู่ที่เมืองไทย เพราะระบบการชำระเงินจะมีประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากการบริหารความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนสามารถทำได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ

 

ยังคงมีปัจจัยทางด้านเทคนิคอื่นๆ แต่ขอไม่พูดที่นี่เพราะอาจจะปล่อยไก่ออกไปได้ ขอได้โปรดฟังผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ดีกว่านะครับ และเช่นเคยความเห็นในบทความนี้เป็นความเห็นของผมเองและโปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณานะครับ สวัสดี