วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การวางมืองานเขียน

ผมได้เขียนคอลัมน์ "การบริหารรัฐ จัดการธุรกิจ" มานานกว่ายี่สิบปี จากคอลัมน์ "ทัศนภาพการจัดการ" ที่เขียนลงใน นสพ.ผู้จัดการ

ผมได้ข้ามมาเขียนให้ “กรุงเทพธุรกิจ” ด้วยตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ที่ CEO Blogs ขณะนี้ได้เก็บบทความไว้ราว 2 ร้อยเรื่องกับจำนวนผู้อ่านเกือบสี่แสนคน นี้คือ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของที่เขียนไปแล้วเกือบ 3 พันเรื่อง เสียดายที่ไม่ได้เก็บให้เป็นระบบเพื่อรวมเล่ม ตามที่มีคนสนใจและถามหา
 

แท้จริงงานหลักของผมคือ เป็นอาจารย์ส่วนการบริหารธุรกิจหลายสาขา และทำการบูรณาการ เพราะสืบเนื่องมาจากเคยสอนหลายสาขาวิชา กับ เคยโลดแล่นออกไปทำงานกับภาคเอกชน โดยเฉพาะ ธนาคารพาณิชย์นานประมาณ 10 ปี กับเป็นคนต้นคิดและร่วมกับผู้ใหญ่ เช่น ท่าน ศ.สุธี สิงห์เสน่ห์ กับ ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ในการเปิด MBA สำหรับผู้ไม่เคยมีพื้นฐานความรู้ บริหารธุรกิจมาก่อน
 

งานเขียนของผมที่ออกมาคือหนังสือ ที่กำลังต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นรูปแบบของ E BOOK
 

เหตุที่เขียน นสพ. เพราะต้องการให้ความรู้ทางการจัดการแก่คนทั่วไปในวงกว้าง หรือให้ผู้บริหารตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ กับ สุดท้าย คือ เพื่อให้ข้อคิดแก่ทุกฝ่ายในสังคม เนื่องจากผมมีสำนึกว่าเป็นนักเรียนทุน ก.พ. เรียนมาด้วยเงินภาษี ควรทำบริการตอบแทนให้สังคมมันเป็นการตอบแทน ดังเช่น เรื่องแรกได้มาเขียนให้ทราบ คือ การพร่ำเตือนธนาคารทั้งหลายให้ตื่นตัว อย่าถ่างส่วนต่างดอกเบี้ย กับอย่ารังแกรายย่อย แล้วหาทางสู้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่มากขึ้นให้ได้ เนื้อหาปรากฏดังบทความดังชื่อ แล้วเมืองไทยก็เข้าสู่ยุค “ยกเครื่ององค์กร” นสพ.ผู้จัดการ 


หลังจากนั้น ก็ได้ขยายเนื้อหาสู่เรื่อง การทำ Re-engineering อันเป็นประสบการณ์จริงของไทย (ลงทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ประมาณ 200 หน้า) ทั้งแบงก์กรุงเทพกับแบงก์กสิกรไทย ซึ่งฝีมือไม่ด้อยและกลับจะเหนือกว่าฝรั่ง ด้วยซ้ำ
 

ทั้งนี้ เป้าหมาย กลยุทธ์นโยบาย ที่ผมพยายามให้กรอบความรู้ไว้คือ การต้องสร้าง “วินัยการจัดการ” ให้องค์กรไทย ส่วนใหญ่เป็นระบบครอบครัว ให้มีประสิทธิภาพจริง เก่งพอที่จะสู้เขาได้
 

นอกจากนี้ ช่วงเวลาหนึ่งเมื่อตลาดเงินน่าสนใจ ผมก็อาสาไปเขียนเรื่อง “มายาการเงิน” โดยที่ผมเองไม่ได้เล่นหุ้นเลย (ให้ได้อ่านกัน) แล้วเมื่อการตลาดเปลี่ยนมากในยุคไอทีก้าวหน้า ผมได้เขียนเรื่องอันเป็นเนื้อหานอกตำรา แต่เป็นการบูรณาการความรู้ต่างๆ เพื่ออธิบายให้ทราบถึงสภาพของ "การตลาดโลกาภิวัตน์" ได้รวมเล่มเป็นหนังสืออ่านประกอบ 2 เล่ม
 

อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ในทุกปีผมจะทำการเขียนบทความวิเคราะห์แนวทางการวางแผนนำเสนอเป็น Scenario construction ให้ผู้อ่านได้แง่คิดไปประกอบใช้ทำแผน ซึ่งจะมี “คำคม คำขวัญ” ให้ทุก 5 ปีครั้ง ดังเช่น “ตะวันฉาย มังกรกลาย ไทยเปลี่ยน” “ตะวันชิงพลบ มังกรเตรียมขบ ฤๅไทยจำต้องใฝ่อพยพ?" “ตะวันเลี้ยวลด มังกรกลืนแก้ว ไทยจะเป็นมันหรือเป็นแห้ว” ..... หรือ "ตะวันยอแสง มังกรจำแลง ตะแคงตีนเดิน” 
 

ซึ่งจากประสบการณ์ที่เป็นนักวางแผนและอยู่ธนาคารใหญ่ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสูง ผมจึงเตือนธนาคารทั้งหลายว่า "อย่าเล่นกับไฟ" หรือ กู้ยืมต่างประเทศ (BIBF) สูงมาก และด้วยความประมาท ซึ่งต่อมาได้เกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ.2540 ตรงตามที่ได้เตือนไว้ แม้จะกู้คืนกลับได้ ก็ได้เกิดการล่มสลายไปมากต่อมาก ทั้งนี้ ภาพเบื้องหลังนั้นคือ การเกิดสงครามทางเศรษฐกิจที่ไม่มีการประกาศ
 

การเขียนบทความของผม นับเป็นงานต่อเนื่องมาจากการทำงานหลายด้าน ผ่านงานหลายตำแหน่ง มีข่ายเพื่อนฝูงถึง 3 ระดับชั้น กับมีเพื่อนต่างอาชีพมากมาย ด้วยเพราะผม พักอยู่หอ เซเวียร์ซึ่งมีเพื่อนร่วมหอพักต่างมหาวิทยาลัยมากมาย ไม่ว่าจะอาชีพหมอ วิศวะ หรือวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เมื่อผนวกกับความจำที่ดี ทำให้ผมนำมาถ่ายทอดเขียนให้ผู้อ่านได้ทราบถึงเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านมือมา ทั้งนี้ ข้อเขียนทุกชิ้นของผม จะใส่ชื่อจริง เพื่อสะท้อนถึง การรับผิดชอบในงานที่เขียน
 

สิ่งพึงปรารถนาสูงสุด คือ อยากให้ทุกฝ่าย จริงใจ มีความซื่อสัตย์ และเปิดเผย เพื่อความโปร่งใส และการได้ประสิทธิภาพ 
 

ปกติคนไทยเรามักไม่ชอบการพูดความจริง ผมจึงแตกต่างด้วยเหตุที่ชอบพูดจริง แล้วจะรู้สึกสบายใจ แต่คนจำนวนมากนิยมการเลี่ยง ผมรู้ตัวเองดีว่า ถ้ารักจะเขียนหนังสือพิมพ์ ต้องไม่หวังก้าวหน้าทางงานราชการ กับต้องไม่คิดจะกู้เงินแบงก์ อีก
 

บ่อยครั้งที่เขียน บ้างคิดว่า ผมเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ไป เนื่องจากไปเจอกับ “องุ่นเปรี้ยว” แต่เมื่ออ่านติดตามต่อเนื่อง ก็จะทราบว่าผมมีจุดยืนชัดเจนของผม ดังคำพูดที่ผมพูดในสมัยยุค 6 ตุลาคมว่า “ไอ้ซ้ายเซ่อ ไอ้ขวาซ่าส์” 
 

สำคัญที่สุด คือ ผมจะคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ กับบุคคลที่ถูกกล่าวถึง โดยจะเลี่ยงไม่บอกเรื่องที่ทราบ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ผมก็จะไม่ปิดบัง และมุ่งเขียนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเหนือตัวบุคคล ผมจะระวังตัวที่สุด ที่จะไม่เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดๆ เพราะ การเขียนบทความมิใช่เพื่อทั้งรายได้ (เพราะ ค่าเรื่อง จะไม่สูงนัก) หรือเพื่อความมันส์
 

บางเรื่องต้องใช้กำลังและความอดทนเขียนให้คนทราบเรื่องที่ควรทราบ เช่น กรณี "การรับเข้าตรง" ซึ่งกว่าคนจะเข้าใจ ใช้เวลาหลายปี หรือ “การจับเส้น-เล่นสาย” ระหว่างกันมาก อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องอีกมาก ที่ไม่อยากบอกกล่าวให้ภายนอกทราบ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากสถาบัน แต่การวิจารณ์พวกเดียวกัน ผมทำเพื่อความผุดผ่อง ก่อนที่เราจะได้ไปช่วยคนอื่นได้ (คำกล่าว อ.ปรีดี)
 

ผมมีแนวทางชีวิต ตรงกับที่ ท่าน อ.ป๋วย ได้กล่าวกับผมหลังการประชุมคณบดีในค่ำวันหนึ่งว่า “ธงชัย อาจารย์จะมีคำสอนฝากไว้ให้คิดและพิจารณานำไปปฏิบัติ คือ สุขภาพต้องมาก่อน อาจารย์ต้องแข็งแรง จึงจะเลี้ยงและดูแลครอบครัวได้ แล้วเมื่อครอบครัวอยู่ดีตามควรแล้ว เราจึงจะทุ่มให้กับการทำงานได้ดี” ซึ่งในสมัยก่อนหน้า พฤติกรรมทำงานของผม ตรงกันข้ามกับข้อความข้างต้น โดยผมจะทุ่มเททำงานหนักเป็นลำดับแรก ให้น้ำหนักแก่ครอบครัวเป็นลำดับ 2 แล้วสุขภาพตัวเองมาหลังสุด 
 

ในอดีตผมเคยสูบบุหรี่วันละ 3 ซองครึ่งพร้อมกับไปป์ 2 อัน ทำงานหนัก อดนอนยาวนานต่อเนื่องหลายปี เครียดกับการทำงานหนักกับการกู้วิกฤติจนเคยเจ็บป่วย เข้ารับการผ่าตัด
 

ชีวิตส่วนตัว ผมได้มีการตัดสินใจสำคัญในชีวิต 3 เรื่องคือ 1. การตัดสินใจทิ้งหรือสละสิทธิ์ทุนเรียนปริญญาเอก 2. การลาออกจากตำแหน่งคณบดีและรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนพัฒนาฯ มธ. 3. การตัดสินใจลาออกจากธนาคารขณะมีตำแหน่งงานใหญ่พอสมควร โดยกลับมาสอนหนังสืออีกครั้งจนเกษียณอายุ แม้จะลำบากด้วยการไม่ได้มีการต่ออายุราชการให้ ทำให้เงินเดือนน้อย ปีทำงานไม่มาก กับไม่ได้รับการประเมินเป็น ศ. ซึ่งผมก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไร เพราะ ตัวเองเคยได้รับเกียรติ์เป็นกรรมการประเมินให้ตำแหน่ง ศ. กับ 3 ท่านผู้ใหญ่ที่อาวุโสกว่า ทั้งนี้เพราะ ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ผมตัดสินใจมาทั้งหมด เคยเป็นคณบดีอายุน้อย เป็นรองอธิการบดี โดยทราบดีว่า เราไม่พร้อมทั้งทรัพย์วุฒิ บริวาร หรือ นามสกุลวุฒิ การมีตำแหน่งกลับต้องเสียสละทำงานให้ส่วนรวมมากกว่า
 

แม้จะไม่ได้เป็น ศ. แต่ก็ภูมิใจในงานสร้างสรรค์ คือ หนังสือ 27 รายการ กับการเขียนบทความแสดงความคิดเห็นยาวนาน ที่ท่านอธิการและประธานสภาฯมหาวิทยาลัยชั้นนำท่านหนึ่ง ได้บอกผมว่า ชื่นชม ชอบและติดตามอ่านของผมเสมอ
 

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวเองที่รู้จักตัวเอง คือ ผมโตไว เป็นม้าตีนต้น ทำงานหนัก มากประสบการณ์ จึงเหนื่อยและไม่ได้ดูแลสุขภาพในตอนหนุ่ม จนป่วยบ่อยๆ
 

จนเมื่อ ผม อายุ 41 ปี ในปี 2528 ผมหมดหนี้ ที่กู้ซื้อบ้านอาคารแล้ว คุยปรึกษากับภรรยา เขายอมให้ผมตัดสินใจเอง ที่จะกลับมาสอนหนังสือ ที่ชอบและถนัดทำหรืออย่างไร ซึ่งสุดท้าย ผมตัดสินใจกลับมาสอนหนังสือจนเกษียณอายุ และต่ออายุสอนอีก 5 ปี เพื่อให้ได้อายุราชการ ซึ่งสิ่งที่ผมแลกมาและทำได้ คือ การฟื้นฟู รักษาสุขภาพ หลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว 
 

ผมย้อนกลับไปทำงานที่ชอบ และออกกำลังกายจริงจัง รำมวยจีน (ฝึกพลังลมปราณ) และเดินออกกำลังกายในตอนเช้า กับทำงานให้ครบถ้วนตามหน้าที่ โดยแถมอย่างเดียวคือ การเขียนบทความซึ่งเผลอไป ได้ทำนานถึงเกือบ 30 ปีแล้ว โดยรู้สึกดีที่ได้เขียนข้อคิดความเห็นให้กับสังคมและผู้มีความต้องการ แล้วถึงวันนี้ ผมอายุ 68 ปีแล้ว ร่างกายอ่อนแอลง เจ็บป่วยบ้างตามวัย พร้อมกับลูกๆ ขอให้หยุดแล้วพักผ่อนกับหันไปทำงานอื่นที่ชอบ  ซึ่งผมเชื่อและตัดสินใจทำตาม
 

ทั้งนี้ ผมจะหยุดเขียนบทความนี้ ตั้งแต่ครั้งหน้า ทางกองบรรณาธิการบอกว่า ถ้าว่างมีอะไรจะเขียนก็เขียนมาเป็นครั้งคราวได้ แต่ผมเชื่อว่า งานเลี้ยง ย่อมมีการเลิกรา และผมรู้สึกได้ว่า น่าจะพอแล้ว
 

สุดท้ายที่สำคัญที่ต้องห่วงและดูแลคือ สุขภาพของเรา ซึ่งตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้วมา ผมออกกำลังกายสม่ำเสมอ รำมวยจีน โดยเรียนวิทยายุทธ์กับคุณศิริ ทรวงแสวง ร้านศิริพาณิชย์เชียงใหม่ กับ 3 ปีที่ผ่านมา ผมได้เริ่มใช้ชีวิต ที่มีการพักผ่อนที่หัวหินอย่างมีความสุข
 

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอเรียนถึงความในใจว่า มนุษย์นั้น แสนจะเก่ง เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็สูงค่า ช่วยให้เราทำงานต่อเนื่องมานานได้ถึง 30 ปี โดยบางกรณี ผ่านไปสิบปี ยังไม่ได้พบหน้าค่าตาของคนฝ่ายประสานงานจัดเรียงหน้าต้นฉบับ บทความของเราเลย 
 

ผมต้องบอกย้ำว่า ผมพอแล้ว ขอหยุดเขียนบทความ ซึ่งตรงกับปรัชญาชีวิตที่ผมสอนสั่งลูกศิษย์ในชั่วโมงสุดท้ายว่า "เกิดเป็นคน ลำบากอยู่แล้ว เกิดเป็นนายคน ลำบากกว่า ร้อยท่า" มนุษย์ทุกคนจะเก่ง สามารถใช้ปัญญาความรู้ สร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมากับแก้ปัญหายุ่งยากได้ ดังนั้น ในฐานะครู ผมจะท้าทาย ยุให้ลูกศิษย์ทุกคนอย่าเกรงใจ ขอให้แข่งฝีมือกับเราให้เต็มที่ ทั้งนี้เมื่อไรที่เขาเขียนเก่งกว่า เอาชนะเหนือเราได้ วันนั้นผมจะดีใจที่สุดที่จะต้องขอใช้สิทธิวางมือ และกล่าวว่า โลกข้างหน้าจะยากยิ่งกว่า ดังนั้น คนรุ่นใหม่จะต้องเก่งกว่ารุ่นก่อนเสมอ จึงจะอยู่รอดได้ แล้ววันใด ถ้าผมแพ้ลูกศิษย์ วันนั้น ผมจะดีใจที่คนรุ่นใหม่จะนำสู่โลกข้างหน้าโดยสร้างความเจริญและมีความสุขได้ ส่วนตัวเรา ที่พ่ายแพ้คนรุ่นใหม่ ต้องขอถือโอกาสเห็นแก่ตัว พักผ่อนและรักษาสุขภาพให้ดี
 

ต้องขอขอบคุณ ท่านผู้อ่านที่ติดตาม ขอขอบคุณทีมงานกองบรรณาธิการที่ได้ช่วยมาตลอด และ ขออภัย ที่อาจมีการกล่าวกระทบถึงบางท่าน ซึ่งหวังว่า ท่านจะไม่ถือสา เพราะ คติพจน์ของนักบริหารที่เก่ง จะต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ ทุกวันที่ผ่านไป ขณะเราใช้เวลาและทรัพยากรสิ้นเปลืองไปนั้น แผ่นดิน ควรจะต้องสูงกว่าเดิม
 

ภาษิตส่วนตัวที่ขอฝากให้ คือ อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป จนประมาทและไม่เรียนรู้ ไม่พัฒนาตนเอง ขณะเดียวกันก็อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป เพราะทุกคนมีหนึ่งสมอง - สองมือ ที่จะสู้กับใครๆ ได้เสมอ
 

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ