วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นอะไรสามเดือนร่วงไป 50%

ผมไปนั่งฟังผู้หญิงคนหนึ่งพูดที่ Harvard Business School ในฐานะที่เธอเป็นศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เธอชื่อ เชอริล แซนด์เบิร์ก

เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ผมไปนั่งฟังผู้หญิงคนหนึ่งพูด ที่ Harvard Business School ในฐานะที่เธอเป็นศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เธอชื่อ เชอริล แซนด์เบิร์ก ซีอีโอ คนเก่งและคนสวยของเฟซบุ๊ค ซึ่งในขณะนั้น เป็นสัปดาห์ที่สามของเดือน และใครๆ ก็พูดถึงแต่ หุ้นเฟซบุ๊ค ซึ่งเพิ่งไอพีโอ ไปเพียงไม่กี่วัน ในราคาหุ้นละ $38 และ บริษัทได้เงินเข้ามา มากถึง $16 billion 

 

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา หุ้นสุดดังอย่างเฟซบุ๊ค ก็เป็นข่าวทุกวัน แต่เป็นข่าวในทางลบ และราคาหุ้นก็ร่วงลงไปเรื่อยๆ จนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ผ่านไปเพียง 3 เดือนเท่านั้น ราคาเฟซบุ๊คได้ลดลงต่ำสุด เหลือเพียงหุ้นละ $19.05 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา แปลว่านักลงทุนไอพีโอ ได้ขาดทุนไปแล้วเฉียด 50% แต่ก็พอมีเหตุผลอธิบายได้ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นักลงทุนสถาบัน ได้พ้นช่วงเวลาห้ามขายหุ้น จึงได้เทขายออกมาเป็นจำนวนมาก เป็นแรงกดดันราคาให้ลดลงไปอีก อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการไอพีโอ ของเฟซบุ๊ค ได้กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้กำกับดูแลทั่วโลก จับตามองอย่างใกล้ชิด

 

สื่อบางฉบับถึงขนาดระบุว่า นี่อาจเป็น "ไอพีโอ ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์"  (“Facebook : The Worst IPO in History?”) และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำไอพีโอครั้งนี้ ต่างก็โดนข้อครหากันทั้งนั้น ทั้งในเรื่องของการกำหนดราคาที่สูงเกินไป การใช้ข้อมูลภายใน ฯลฯ จนกระทั่งคณะกรรมาธิการของรัฐสภา ต้องลงมาติดตามเรื่องนี้ และเรียกร้องให้สำนักงาน ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนกติกาการทำไอพีโอ ให้เหมาะสมรัดกุมกว่าที่เป็นอยู่

 

เมื่อ 3 เดือนผ่านไป และราคาหุ้นหายไปเฉียดครึ่ง คนที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของเฟซบุ๊ค จึงต้องออกมาตอบคำถามจากสังคม หลายคำถามด้วยกัน เช่นตั้งราคาสูงเกินไปหรือเปล่า เพราะมีข่าวว่าก่อนทำไอพีโอเพียงไม่กี่วัน ราคายังกำหนดกันอยู่แถว หุ้นละ $28-35 อยู่เลย แล้วในช่วงท้าย ไฉนกลับเพิ่มเป็น $38 ได้เล่า ต้องการทำให้มูลค่าตลาดของเฟซบุ๊ค ทะลุ $100 billion ใช่หรือไม่ (ที่ราคา $38 มูลค่าตลาดเฟซบุ๊ค เท่ากับ $104 billion ซึ่งสูงกว่ากำไรปีที่ผ่านมา 100 เท่า)

 

หรือคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส ที่มีข่าวว่านักวิเคราะห์วงในได้แจ้งนักลงทุนรายใหญ่ บางราย ให้ทราบว่าการคาดการผลประกอบการของเฟซบุ๊ค อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ลดลง ซึ่งทำให้นักลงทุนบางรายที่มีข้อมูลดังกล่าวได้เปรียบนักลงทุนอื่น 

 

หรือประเด็นที่ว่าวาณิชธนากรที่เกี่ยวข้องกับการทำไอพีโอครั้งนั้น อย่างเช่น Morgan Stanley, J.P. Morgan และ Goldman Sach ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พ้นระยะเวลาห้ามขายหุ้น บางรายก็เทขายออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจากวันปกติหลายเท่าตัว และกดดันราคาลงไปเหลือ $19 เศษ แม้เป็นสิทธิที่จะขายได้ แต่ก็สะท้อนถึงความไม่มั่นใจ ในอนาคตของบริษัทซึ่งตนเองได้เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้น และตีฆ้องร้องป่าวเรียกนักลงทุน กันอย่างเอิกเกริก เมื่อไม่กี่เดือนมานี้นี่เอง มิใช่หรือ

 

เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และพลิกความคาดหมายของตลาดทุน ที่ต่างเชื่อกันว่าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของหุ้นเฟซบุ๊ค ในการเข้าตลาดครั้งนี้ แต่กลับกลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และน่าจะเป็นตำนานที่ผู้คนกล่าวถึงกันไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

 

การที่คณะกรรมาธิการรัฐสภาของสหรัฐ ได้ออกมาติดตามเรื่องนี้ ก็เป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนตามปกติ แต่เรื่องอย่างนี้ ก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไปแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทย หรือที่ไหนๆ ก็ตาม ที่เวลาวัวหาย ก็ต้องช่วยกันออกมาหาวิธีล้อมคอก ซึ่งในความเป็นจริง ผมคิดว่าไม่มีคอกที่ไหน หรอกครับ ที่จะกักกันวัวไว้ได้ทั้งหมดและทุกกรณี เพราะถ้าวัวใจถึง เนื่องจากเห็นหญ้าแสนอร่อยล่อใจอยู่ภายหน้า มันก็สุมหัวกันหาช่องทางขวิดคอก ออกไปกินหญ้าได้แทบทุกครั้งไป

 

ยิ่งถ้าวัวที่ว่านี้ ไม่ใช่วัวธรรมดาๆ แต่เป็น วัวกระทิง ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วมิใช่หรือว่า ในสังคมตลาดทุนนั้น ใครๆ ก็อยากเห็นกระทิง ก็ฉันคือสัญลักษณ์ของตลาดกระทิง หรือ Bull Market นั่นไง

 

คนที่เดือดร้อน ส่วนหนึ่งหนีไม่พ้น นักลงทุนรายย่อย ที่เพียงแค่ได้ยินชื่อหุ้นเฟซบุ๊ค ก็ตื่นเต้นแล้ว เมื่อบวกกับเสียงปี่เสียงกลองที่ผู้จัดจำหน่ายเร่งเร้าปลุกใจ ต่างก็รีบเข้าแถว วางเงินจองกันล้นหลาม คงไม่แตกต่างจากภาพที่พวกเราเคยเห็นกันเมื่อหลายสิบปีก่อน  ตอนที่แย่งกันจอง หุ้นการบินไทย นั่นแหละครับ

 

แต่การลงทุนมีความเสี่ยง และเขาก็เตือนกันอยู่บ่อยๆ แล้วมิใช่หรือ ว่าเมื่อกำไรได้ ก็ขาดทุนได้...ชีวิตเป็นเช่นนี้แล

 

ตอนเริ่มต้นผมบอกว่าได้ไปฟังผู้บริหารสาวของเฟซบุ๊ค พูดที่ ฮาร์วาร์ด ตอนที่หุ้นราคา $38 แต่วันนี้เหลือ $19 เหรียญเศษๆ ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่ามหาวิทยาลัยดังๆ อย่าง ฮาร์วาร์ด และ เยล หรือ พรินซ์ตัน ซึ่งต่างก็มีเงินกองทุนขนาดใหญ่มากและมีการลงทุนหลากหลายนั้น มีกำไรดีไหม เผื่อจะได้เป็นแนวทางให้แก่พวกเราได้นำไปใช้บ้าง เพราะในบรรดามหาวิทยาลัยดังๆ นั้น Harvard มีเงินกองทุนขนาดใหญ่สุดถึง $32billion ถัดมาคือ Yale $19 billion ตามด้วย Princeton $17.5 billion

 

ผู้จัดการการลงทุนชื่อ Larry Swedroe ซึ่งได้ศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า ฮาร์วาร์ดประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างมากทีเดียว โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา สูงถึงปีละ 12.9% และในปี 2011 ที่ผ่านมานั้น ทั้ง Harvard, Yale, และ Princeton ต่างก็ติดอันดับสร้างผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด 20 ราย อีกด้วย ก็ถือว่าน่าประทับใจเอาการ

 

แม้นักลงทุนรายย่อย จะไปเทียบกลยุทธ์การลงทุน กับกองทุนขนาดใหญ่ $20-$30 billion อย่างสามสถาบันการศึกษานี้ คงไม่ได้เสียทีเดียวนัก แต่ Swedroe บอกว่า ความจริงแล้วกลยุทธ์การลงทุนของสามแห่งนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากหลักเบื้องต้นในการลงทุนทั่วไป เช่นต้องมีการกระจายความเสี่ยง เป็นต้น แต่สุดท้ายแล้ว เขาบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้แตกต่างจากนักลงทุนรายย่อย จริงๆ ก็คือ การรักษา “วินัย” ในการลงทุน อย่างจริงจัง เท่านั้นเอง

 

เช่นสถาบันเหล่านี้ อาจจะมี “นโยบายการลงทุน” ว่าจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ระหว่าง 8-12% ของพอร์ต ซึ่งเมื่อราคาหลักทรัพย์กลุ่มนี้ขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง เขาก็ขายเพื่อลดพอร์ตจาก 12% ให้เหลือใกล้ๆ 8% ตามนโยบายการลงทุน (ซึ่งก็แปลง่ายๆ ว่า เขาขายตอนราคาสูง) พอราคากลุ่มอสังหาฯ ลดต่ำลงมาถึงระดับหนึ่ง เขาก็ซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มพอร์ต ให้เป็น 12% ตามนโยบายการลงทุน (ซึ่งก็แปลง่ายๆ ว่า เขาซื้อตอนราคาต่ำ)

 

กลยุทธ์อย่างนี้แสนจะธรรมดา ใช่ไหมครับ? ก็ง่ายขนาดนี้แหละครับ แต่พวกเราซึ่งก็มีกลยุทธ์แบบนี้ เหมือนกันทุกคน คืออยากซื้อราคาถูก ขายราคาแพง เพียงแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้เท่านั้นเอง และส่วนใหญ่มักจบลงแบบตรงกันข้าม คือซื้อตอนสูง และขายตอนต่ำ เพราะควบคุมใจให้เป็นไปตามนโยบายลงทุนไม่ได้นั่นเอง

 

ฮาร์วาร์ด เยล และ พรินซ์ตัน เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในระยะยาว วินัยในการลงทุน เป็นปัจจัยสำคัญจริงๆ ดังนั้น เราก็คงต้องมุ่งมั่นสร้างกันขึ้นมาให้ได้ อย่าให้วินัยที่พวกเรามักใช้กันหลวมๆ บนท้องถนน ติดมาเป็นวินัยหลวมๆ ในการลงทุนเลยครับ

 

ข่าวไม่ได้บอกว่า สามสถาบันนี้ ได้ซื้อหุ้นไอพีโอ เฟซบุ๊ค กับเขาด้วยหรือเปล่า ผมก็เลยลองไปค้นข้อมูลเท่าที่พอจะหาได้  ก็ไม่พบรายงานข่าวว่าทั้งสามแห่งนี้ได้ซื้อหุ้นเฟซบุ๊ค แต่อย่างใด พบแต่เพียงว่า ฮาร์วาร์ด ได้เข้าไปซื้อหุ้นเฟซบุ๊ค เมื่อปลายเดือนมิถุนายนนี้เอง และจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น คือเพียง 20,000 หุ้น หลังจากที่ราคาได้ตกลงมาเหลือประมาณ $30-33 แล้ว ซึ่งราคาล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ปิดที่ $19.44 สงสัยว่าฮาร์วาร์ดอาจต้องถืออีกนานทีเดียวกว่าจะมีกำไร 

 

คงไม่เป็นไรมั้ง เพราะเงินมีตั้งเยอะ แต่ซื้อน้อยจัง