วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กว่าจะได้เหรียญทอง...หัวอกคนเป็นพ่อแม่

ภาพจากนครลอนดอน ที่เราได้เห็นกันในระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ภาพสุดยอดฝีมือจากทั่วโลก ประลองความสามารถกันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

 ซึ่งเราได้เห็นทั้งรอยยิ้มและน้ำตาของคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ผิดหวัง
 

แม้ว่าประเทศไทยจะได้เหรียญรางวัลเพียงหยิบมือเดียว   แต่นักกีฬาที่ได้เหรียญหรือเกือบได้เหรียญบางคน ต่างก็กลั้นน้ำตาจากความปลื้มปีติไว้ไม่อยู่ เมื่อเดินทางกลับถึงแผ่นดินไทยและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
 

ภาพการแข่งขันว่ายน้ำระยะ 50 เมตร ซึ่งชิงเหรียญทองกันด้วยระยะเวลาเพียง 21 วินาทีเศษ โดยที่นักกีฬาเกือบจะไม่มีช่วงเวลาหายใจด้วยซ้ำไป หรือภาพการวิ่ง 100 เมตร ชิงเหรียญทองกันด้วยระยะเวลาต่ำกว่า 10 วินาที เป็น ภาพการแข่งขันที่ผ่านสายตาผู้ชมไปอย่างรวดเร็วมาก แต่กว่านักกีฬาจะบรรลุความสำเร็จเช่นนี้ได้ พวกเขาต้องอดทนฝึกซ้อมเป็นเวลานานหลายปี ด้วยวินัยที่เคร่งครัด และด้วยการเสียสละของนักกีฬา และบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก
 

อีกสองวันจะถึง “วันแม่” ผมจึงอยากจะเล่าเรื่องราวของสาวน้อยนักกีฬากระโดดน้ำคนหนึ่ง ซึ่งในบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องเสียสละอย่างมากนั้น บุคคลสำคัญที่อาจถูกมองข้ามไป ก็คือ “พ่อและแม่” ของเธอนั่นเอง เธอชื่อ วู หมินเซี้ย นักกีฬากระโดดน้ำจากประเทศจีน ที่นอกจากได้รับเหรียญทองโอลิมปิกในการแข่งขันครั้งนี้แล้ว ยังได้เหรียญทองจากโอลิมปิกทั้งสองครั้งที่ผ่านมาอีกด้วย
 

วู หมินเซี้ย อายุ  26 ปี และพ่อแม่ของเธอต้องเสียสละอย่างมหาศาล เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา มาตรฐานการฝึกซ้อมของจีนที่เข้มข้นอย่างยิ่งนั้น ทำให้นักกีฬาต้องเก็บตัวและฝึกซ้อมอย่างหนักตลอดเวลา "จนกระทั่ง เราแทบไม่มีสิทธิจะคิดด้วยซ้ำไปว่า เธอยังเป็นลูกสาวของเราอยู่" คุณพ่อของเธอให้สัมภาษณ์


เมื่อคุณย่าของเธอเสียชีวิต ดูเหมือนเธอจะมีสัมผัสที่หก เพราะเธอโทรศัพท์จากค่ายฝึกซ้อม กลับไปถามว่าคุณย่าสบายดีไหม ซึ่งคุณพ่อ ก็ต้องพูดปดว่าคุณย่าสบายดี เพราะเขาไม่อยากให้ลูกสาวได้รับความกระทบกระเทือนใจในระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมอันยาวนาน......และแสนนาน


หลังจากที่ วู ได้รับเหรียญทองครั้งนี้แล้ว เธอจึงเพิ่งทราบว่าคุณย่าขอเธอได้เสียชีวิตผ่านไปนานถึงปีกว่าแล้ว นอกจากนั้น  พ่อเธอยังบอกว่าหลายปีที่ผ่านมานั้น เขาได้บิดเบือนเรื่องอาการป่วยของภรรยา ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งที่เต้านมมาเป็นเวลาถึงแปดปีแล้ว โดยเขาบอกลูกสาวแต่เพียงว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ เพราะแม่ไม่เป็นอะไรมาก อาการปกติและไม่เป็นอันตรายที่จะถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด


พ่อแม่ของเธอ เดินทางไปลอนดอนครั้งนี้ด้วย แต่ทั้งสองคนเกือบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับลูกสาวเลย พวกเขาจดจ้องโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา โดยแอบหวังว่าเธอจะมีเวลาโทรศัพท์มาคุยด้วย ซึ่งก็เกือบจะไม่เกิดขึ้นเลย วู ฝึกฝนอย่างหนัก และส่งข้อความสั้น ผ่านระบบทวิตเตอร์ของจีนที่เรียกว่า "เวย์โบ" ให้พ่อแม่ได้ทราบข่าวเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งแม้ข้อความจะสั้นมาก แต่ทั้งสองคนก็ยังดีใจและอุ่นใจ ที่พอจะทราบว่าลูกสาวเป็นอย่างไรบ้าง
"เรายอมรับมาตั้งนานหลายปีแล้วว่า เธอจะเป็นลูกสาวคนเดิมของเรา ไม่ได้อีกแล้ว" คุณพ่อกล่าวในที่สุด


ผมเชื่อเหลือเกินว่า คุณพ่อและคุณแม่ของนักกีฬาไทย ที่ไปแข่งขันครั้งนี้ ก็ต้องเสียสละความเป็นครอบครัว และความเป็นพ่อแม่ลูก อย่างมากเช่นกัน แต่ผลของการเสียสละ ย่อมหมายถึง ความเป็นเลิศของนักกีฬา และการได้ชัยชนะ พร้อมเหรียญรางวัล ซึ่งเป็นการประกาศ ศักดิ์ศรีของความเป็นเลิศ นั่นเอง


ไหนๆ ก็พูดถึงโอลิมปิกและความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อชิงเหรียญทองกันแล้ว ก็อยากจะกล่าวถึงนักกีฬาจีนอีกสี่คน ที่ได้ลงแข่งขันในสนามแบดมินตันประเภทหญิงคู่ สองทีม เพราะทั้งๆ ที่พวกเธอก็มีฝีมือระดับโลก และฝึกซ้อมมาอย่างหนักและยาวนานมาก เช่นเดียวกับ วู หมินเซี้ย แต่พวกเธอสี่คน กลับแข่งขันแบบ “ตั้งใจจะให้แพ้”


พูดง่ายๆ ก็คือ จีน ซึ่งมีฝีมือเหนือชาติอื่นจนเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องมาพบกันเอง ก็เลยเล่นกับชาติอื่นแบบผ่อนฝีมืออย่างชัดเจน เพื่อให้ตนเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ชมและไม่สมศักดิ์ศรีนักกีฬา จนกรรมการประกาศตัดสิทธินักกีฬาทีมจีนทั้งสี่คนออกจากการแข่งขัน พร้อมทั้งตัดสิทธินักกีฬาคู่แข่งจากประเทศเกาหลีใต้ และอินโดนีเซียอีกสี่คน ซึ่งก็พยายามเล่นให้แพ้เช่นเดียวกัน


โค้ชเกาหลีชี้นิ้วไปที่จีน บอกว่าจีนเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ทำให้พวกเขาต้องแข่งขันแบบ พยายามเล่นให้แพ้เช่นกัน  เพราะทุกทีมอยากเข้ารอบ แต่ไม่อยากชนะแล้วต้องไปเจอกับทีมจีนในรอบต่อไป ส่วนโค้ชจีนก็ไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้ จนกระทั่งวันต่อมาเมื่อถูกกดดันอย่างหนักจากสหพันธ์แบดมินตันโลก และสหพันธ์แบดมินตันจีน รวมทั้งชาวจีนทั่วประเทศ เขาจึงประกาศขอโทษ ส่วนนักกีฬาจีนมือวางอันดับหนึ่ง หยู หยาง ก็ประกาศ “แขวนแร็กเกต” ในวันถัดมา เพื่อรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเธอ


ความจริงเรื่องนี้ ก็มีสื่อและแฟนกีฬา จำนวนไม่น้อยเลย ที่บอกว่าไม่น่าจะถือเป็นโทษหนักกันขนาดนี้ เพราะสาเหตุมาจากกติกาใหม่ ที่ทำให้ทีมจีน เกาหลี และอินโดนีเซีย ต้องวางกลยุทธ์เช่นนั้น ดังนั้น จะไปโทษโค้ช หรือนักกีฬาก็ไม่ได้ ควรแก้กติกาเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทั้งสหพันธ์แบดมินตันจีนและเกาหลี ก็ประณามการกระทำดังกล่าว ว่าไร้ศักดิ์ศรี  


เหตุผลเรื่องกติกา ก็พอรับฟังได้ เพราะใครก็อยากได้เหรียญทองกันทั้งนั้น จึงวางกลยุทธ์เช่นนั้น แต่ถ้ามองให้ลึกๆ ผมคิดว่าการกระทำเช่นนั้น ก็คือ การแข่งขันโดยยอมเสียศักดิ์ศรี เพียงเพื่อหวังได้ศักดิ์ศรี (เหรียญทอง) มาครองในภายหลัง  อย่างนี้ก็น่าจะถือว่าคุณค่าบางส่วนได้หายไปแล้ว สังคมส่วนใหญ่จึงยอมรับไม่ได้ ดังนั้น ในขณะที่เรื่องราวของ วู หมินเซี้ย และการเสียสละของคุณพ่อและคุณแม่เธอ ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก จีนกลับต้องสูญเสีย หยู หยาง ไปอย่างน่าเสียดาย


ผมก็เลยหันกลับมามองนักกีฬาไทยของเราที่ไม่ได้เหรียญรางวัลเลย อย่าง “น้องเมย์” บ้าง เพราะทุกคนรู้ว่าเธอไม่ได้ "พยายามแพ้" คู่แข่งจากจีนหรอก เธอแพ้จริงๆ แต่ความพยายามของเธอวันนั้น กลับทำให้คนไทยรู้สึกดี เพราะถึงจะแพ้ แต่เธอก็สู้อย่างสุดฝีมือและกลับมา อย่างมีศักดิ์ศรี


เป็นรางวัลให้พ่อแม่ของเธอภูมิใจได้อย่างแท้จริง...สำหรับวันแม่ อันยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะมาถึงนี้