วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Recommerce

คำอธิบายอย่างง่ายๆ ของ “การบริโภค” นั่นคือกระบวนการที่ “แบรนด์” ทำหน้าที่ผลิตสินค้าและบริการ

 ในขณะที่ “ผู้บริโภค” ทำหน้าที่ซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ นี่คือรูปแบบของ “การบริโภค” แบบดั้งเดิมเริ่มตั้งแต่ที่เรามีกลไกทางการค้าและตลาดเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา

 อย่างไรก็ตาม จากความดั้งเดิมที่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันที่กลไกการค้าขายและการตลาดมีหลากมิติมากขึ้น ประกอบกับ ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจและยุคสมัย ทำให้ “การบริโภค” แบบเดิมๆ ถูกกลายพันธุ์มามีหลายรูปแบบและหลากมิติมากขึ้น

 ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่แสดงให้เห็นว่าท่านผู้อ่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป นั่นคือ เวลาที่ท่านจะซื้อรถยนต์สักคัน ซื้อคอนโดมิเนียมสักยูนิต ท่านมักจะคิดถึงเลยไปถึง "ราคาขายต่อ" ของรถยนต์หรือคอนโดนั้นๆ ในอนาคต โดยนำประเด็นดังกล่าวมาเป็นปัจจัยช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า

 แนวโน้มในปัจจุบัน ผู้บริโภคยังไม่ได้คิดเช่นนี้เฉพาะกับสินค้าขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น ผมเชื่อครับว่า เวลาที่ท่านผู้อ่านจะซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง บางท่านอาจเริ่มคิดถึงราคาขายต่อในอนาคต นอกเหนือจากแบรนด์ สเปคของเครื่อง หรือขนาดความชัดของกล้องฯลฯ นั่นเป็นเพราะปัจจุบันผู้บริโภคอย่างเราๆ มีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้การเปลี่ยนมือสินค้าทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สินค้ามือสองต่างๆ หรือ social network รวมถึงสมาร์ทโฟนต่างๆ ที่เอื้อให้เราติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ รอบๆ ตัวได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องพึ่งพาหน้าโฆษณา classified หรือพึ่งพาหน้าร้านเพียงอย่างเดียว

 แนวคิด recommerce นี้ นอกจาก “ผู้บริโภค” และ “สื่อ” จะมีส่วนผลักดันให้มีความเคลื่อนไหวแล้ว เราก็มักจะเห็น “แบรนด์” ต่างๆ กระโดดลงมามีส่วนร่วมด้วยอยู่บ่อยๆ เริ่มตั้งแต่สินค้าใหญ่ๆ อย่างรถยนต์ที่เสนอให้ผู้บริโภคนำรถคันเก่ามาตีราคา และ trade in เพื่อซื้อรถคันใหม่ หรือแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่นำกรรมวิธีนี้มาใช้เช่นกัน

 ดูเผินๆ แล้วสาเหตุหลักที่ผู้บริโภคยอมรับแนวคิด recommerce กันอย่างแพร่หลายน่าจะเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ต้องการประหยัดเงินเป็นหลัก แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปแล้ว ผมคิดว่ายังมีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคมอีกหลายประการที่มีส่วนทำให้แนวคิด recommerce นับวันยิ่งจะขยายตัวมากขึ้น

 ประเด็นแรก น่าจะเป็นเรื่องของการที่เราอยู่ในโลกของตลาดสินค้าและบริการที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราทุกคนต่างรับรู้ได้ถึง “ของใหม่” ที่กำลังจะถูกนำออกสู่ตลาดผ่านทางสื่อต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคกระหายที่จะ “เสพ” สินค้าและบริการที่นำมาซึ่งประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างและน่าจะดีกว่าของเดิมอยู่เสมอๆ

 อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ สภาพเศรษฐกิจตกสะเก็ด ส่งผลให้ผู้บริโภคที่กระหายที่จะเสพของใหม่ๆ จำเป็นต้องหาข้ออ้างเพื่อให้รู้สึกดีที่จะเสียทรัพย์ นอกจากนี้สภาพของเศรษฐกิจตกสะเก็ด ยังทำให้มุมมองของเราเปลี่ยนไป จากการที่มองว่าการขายของเก่ากินเป็นการเสียชื่อและศักดิ์ศรี กลายมาเป็นการบริโภคที่มีความรับผิดชอบทางการเงินมากขึ้น

 นอกจากความรับผิดชอบทางการเงินแล้ว ยังมีแง่มุมในเชิงอนุรักษ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เห็นได้จากที่เราเคยชื่นชมคนที่มีรถคันโต เราเริ่มมองคนที่ใช้รถประหยัดพลังงานด้วยสายตาที่ชื่นชมกว่า ดังนั้นการบริโภคแบบ recommerce นี้ สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการนำสินค้าที่บางคนไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่อย่างเห็นคุณค่า

  2-3 ประเด็นที่ผมกล่าวข้างต้น เป็นปัจจัยที่ผมคิดว่าจะช่วยส่งเสริมให้แนวคิด recommerece เติบโตได้ในวัฒนธรรมการบริโภคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าแนวคิดนี้ยังขาดไป ก็คือ จะทำอย่างไรให้ recommerce มิใช่เพียง transaction ที่หวังผลในเรื่องของกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็น transaction ที่มีเรื่องของ "การปฏิสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์" ของผู้บริโภคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 ด้วยฐานลูกค้าที่มีหลายหมื่นครอบครัว และความเร่งรัดของชีวิตผู้คนในปัจจุบัน ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์ในโลกความจริงกันน้อยลง ไปตั้งวงคุยกันในโลกอินเทอร์เน็ตเสียมากกว่า

  ผมเลยลอง challenge ทีมเพื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ของเราอยู่เหมือนกัน เพราะผมคิดว่าไหนๆ โลกออนไลน์เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การปฏิสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม recommerce สำหรับผู้บริโภคที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ผ่านเครื่องมือออนไลน์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อยากส่งเสริมให้เกิด และหวังว่าจะเห็นผลในเร็ววันนี้ครับ