เอเชียแปซิฟิกมีคนรวยมากที่สุดในโลก

เอเชียแปซิฟิกมีคนรวยมากที่สุดในโลก

ดิฉันขอเขียนถึงเรื่องอื่นนอกจากยุโรปบ้าง หลังความกังวลเกี่ยวกับยุโรปคลี่คลายลงไปบ้าง และจะกลับมาเขียนใหม่เมื่อมีความคืบหน้าของสถานการณ์ค่ะ

จริงๆแล้วยังคงเหลือประเทศที่อยากจะเขียนถึงหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส  โปรตุเกส แต่ขอพักเอาไว้ก่อน เพราะแฟนคอลัมน์ที่สนใจเรื่องการลงทุนอยากอ่านเรื่องความเคลื่อนไหวในแวดวงการลงทุนบ้าง
 

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา World Wealth Report 2012 โดย Capgemini ได้ออกมาสู่สายตาประชาชน โดยในปีนี้ ไม่ได้ร่วมมือกับ Merrill Lynch อีกต่อไป แต่ร่วมมือกับ RBC Wealth Management ซึ่งเป็นหน่วยงานของ The Royal Bank of Canada แทน  ข้อมูลบางอย่างจึงเปลี่ยนไป
 

ที่เสียดายมากๆ คือข้อมูลการจัดพอร์ตการลงทุนของคนรวยค่ะ  ดิฉันได้ติดตามข็อมูลและนำมารายงานให้ท่านผู้อ่านต่อเนื่องมา 6 ปี แล้ว จึงรู้สึกเสียดายที่จะไม่มีข้อมูลนี้แสดงให้ทราบอีกต่อไป
 

รายงานฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูง ที่เรียกว่า High Net Worth Individual (HNWI)  คือมีความมั่งคั่งที่อยู่ในสินทรัพย์อื่น ไม่นับรวมที่อยู่อาศัย และของสะสมต่างๆ เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกิน 31.6 ล้านบาท ในโลกนี้ มีจำนวนรวม 11 ล้านคน เพิ่มขึ้นมาจากปี 2010 ในอัตรา 0.8% และมีความมั่งคั่งรวมกัน 42 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงไปจากปีก่อน 1.7%
 

จำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูงเหล่านี้ อาศัยอยู่ในเอเชียแปซิฟิก 3.37 ล้านคน  ในอเมริกาเหนือ 3.35 ล้านคน ในยุโรป 3.17 ล้านคน และในละตินอเมริกา 0.5 ล้านคน นับเป็นครั้งแรกที่จำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูงของเอเชียแปซิฟิก แซงหน้า อเมริกาเหนือ
 

อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา โดยมีจำนวน 3.068 ล้านคน ตามมาด้วยญี่ปุ่น จำนวน 1.802 ล้านคน และเยอรมนี 951,000 คน โดยทั้งสามประเทศรวมกัน ก็มีคนที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นสัดส่วนถึง 53.3% ของโลกแล้วค่ะ
 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ยังแบ่งเป็นกลุ่มอภิมหาเศรษฐี (Ultra-High Net Worth) คือมีความมั่งคั่งเกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกิน  948 ล้านบาท) จำนวนประมาณ 100,000 คน และกลุ่มกลางๆ หรือมหาเศรษฐี (Mid-Tier) ที่มีความมั่งคั่งระหว่าง 5 ถึง 30 ล้านเหรียญ (158 ถึง  948 ล้านบาท) จำนวน 970,000 คน

โดยมหาเศรษฐีและอภิมหาเศรษฐีที่มีจำนวนรวมกัน 1.07 ล้านคนนี้  คิดเป็นสัดส่วนเพียง 9.7% ของจำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูงทั้งหมด 11 ล้านคน  แต่มีความมั่งคั่งรวมกันถึง 56.7% ของความมั่งคั่งรวม ดิฉันคำนวณได้ว่า กลุ่มนี้มีความมั่งคั่งเฉลี่ยคนละ 22.25 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 700 ล้านบาท
 

ที่เหลืออีก 43.3% หรือ ประมาณ 18.186 ล้านเหรียญ ครอบครองโดยเศรษฐี 9.93 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 1.83 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 57.8 ล้านบาท
 

ดิฉันได้ศึกษาจากรายงานฉบับเดิมคือ Asia Pacific Wealth Report 2011 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นปี 2010 เศรษฐีในเอเชียแปซิฟิกลงทุนอะไร และคาดการณ์ของปี 2012 เอาไว้  ดิฉันจึงพยายามประมาณดูว่า ณ สิ้นปี 2011 เศรษฐีในเอเชียแปซิฟิก เหล่านี้ ลงทุนในอะไรบ้าง
 

ประมาณได้ดังนี้ค่ะ  น่าจะมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นสัดส่วนประมาณ 25% หุ้นทุน 30% ตราสารหนี้(รวมพันธบัตร) 22% เงินสดและเงินฝาก 18% และการลงทุนทางเลือก 5% โดยการลงทุนทางเลือกส่วนใหญ่ที่ลงทุน น่าจะเป็นทองคำเป็นหลัก และมีอื่นๆเช่น โภคภัณฑ์อาหารหรือน้ำมัน หรือ กองทุนบริหารความเสี่ยงบ้างเล็กน้อย
 

ได้ข้อมูลของคนรวยแล้ว มาดูข้อมูลของความเหลื่อมล้ำ หรือความไม่เท่าเทียมกันของรายได้บ้าง  จากบทความที่ลงในวารสาร Inequality in Focus ของธนาคารโลก ฉบับเดือนเมษายน 2012 ซึ่งอ้างอิงการศึกษาของ Milanovich พบว่า ความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากรในประเทศต่างๆในโลก ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ลดลงเป็นลำดับ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ยากจนที่สุด
 

แต่หากนำข้อมูลของประเทศจีนออกไป จะพบว่า ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในช่วง 1980 -2000 เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และเพิ่งมาลดลงในช่วง 10 ปีหลัง คือหลังจากปี 2000 เป็นต้นมา โดยมีสาเหตุหลักอยู่ที่ประเทศจีน ที่มีการพัฒนาเป็นอย่างมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หลังจากการเปิดประเทศ ทำให้รายได้ของประชากรเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ความเหลื่อมล้ำในแต่ละประเทศที่กำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น  ที่เห็นได้ชัดเจนคือประเทศจีน  แสดงโดยเส้นสีแดง แม้การพัฒนาจะทำให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ช่องห่างระหว่างรายได้ก็สูงขึ้นเป็นลำดับ


โจทย์ใหญ่ก็คือ ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการกระจายรายได้และการกระจายความมั่งคั่งได้มากขึ้น? คำตอบอยู่ที่การให้การศึกษา และให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการกระจายความมั่งคั่งค่ะ
 

อ่านแล้วคงไม่อิจฉาคนรวย และหวังว่า ทุกท่านจะช่วยส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้มีโอกาสน้อยกว่า เพื่อให้โลกนี้มีความแตกต่างน้อยลง และน่าอยู่ยิ่งขึ้นค่ะ