ได้เวลา… จากคนไม่มีเวลา

ได้เวลา… จากคนไม่มีเวลา

“ไม่มีเวลา” แท้จริงคือกรอบลวงตา ทำให้เราพลาดท่า กับหลายสิ่งหลายอย่างที่ดี และผ่านเข้ามาในชีวิต

 ถ้าจำไม่ผิด หนังสือ “เวลาในขวดแก้ว” คือหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ที่ผมลงทุนควักเงินจากกระปุก เพื่อเป็นเจ้าของมาจนได้ 


 สารภาพกันตรงๆ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะอ่าน แต่เพราะเล่มนี้อินเทรนด์มาก ขณะนั้นไม่มีใครไม่พูดถึง อาการกลัวตกยุค ก็เลยพุ่งปรี๊ด


 แต่พอได้อ่านจริง ก็ชอบ ติดใจ พลอยเป็นสาวก “คุณประภัสสร เสวิกุล” แต่นั้นมา และยังหาโอกาสไปดูหนังโรง ที่ตอนหลังมีค่ายใหญ่เกาะกระแสทำด้วย ซึ่งก็ได้อารมณ์ต่างกันไป ตามจินตนาการของศิลปินผู้ถ่ายทอด


 ตัวละคร “เวลาในขวดแก้ว” เดินและเล่าเรื่องปัญหาของวัยรุ่น ความรัก สังคมและการเมือง คลุกเคล้าได้กลมกล่อม เปิดโลกทัศน์ สอนให้ผมรู้ว่า เหตุปัจจัยต่างๆ ย่อมหมุนไปตามกาลเวลา


 จะเป็นใครหน้าไหน ก็ฝืนเดินถอยหลัง กลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ อย่างเก่ง ก็ได้แต่เก็บความทรงจำต่างๆ ไว้ในขวดแก้ว… ก็เท่านั้น     


 จะว่าไปแล้ว นอกจากงานวรรณกรรม ผมยังเห็นงานเพลงอีกมากมาย ที่หยิบเสน่ห์ของเวลามาเล่า ได้น่าสนใจ ฟังทีไร ก็ชอบ เพราะส่วนใหญ่เป็นสัจธรรม


 หนึ่งในนั้น หนีไม่พ้น เพลง “เวลากับใจคน” ของคุณเป๊ก ผลิตโชค ที่มีท่อนฮุคกินใจผมสุดๆ 


“…ในเมื่อของทุกๆ อย่างบนโลกนี้ที่เรายืน เวลายังทำให้เปลี่ยนไป เหตุและผลของเวลาเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไป แล้วนับประสาอะไรกับใจคน…”


 เมื่ออ่านมาก ฟังมาก ผมเองก็หลงเสน่ห์ และเคยเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้าง โดยสิ่งที่ผมย้ำเสมอก็คือ “เวลา” อาจเป็นความยุติธรรมอันเดียวที่พระเจ้าสร้างมาให้กับโลกมนุษย์


 เพราะไม่ว่า คุณจะรวย หรือจะจนแค่ไหน ทุกคนก็ได้เท่าๆ กันไป 24 ชั่วโมงไม่ขาดไม่เกิน ประเด็นจึงอยู่ตรงที่ใครจะใช้มันให้เกิดคุณค่า และสร้างประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด


 พูดถึงเรื่องนี้ ผมก็เคยถูกรบเร้าจาก HR ให้เป็นวิทยากรพูดเรื่องการบริหารเวลาให้น้องๆ ฟัง เพราะองค์กรของเรามีการทำ Knowledge Sharing เป็นระยะ แต่กระนั้น ผมก็แบ่งรับแบ่งสู้ และปฎิเสธมาตลอด


 เหตุผลหลัก ผมไม่แน่ใจว่าจะ Qualify พอ เพราะตัวเองก็อาจบริหารไม่เข้าท่า เข้าตำราไม่อยากสอนหนังสือสังฆราช และพูดในสิ่งที่ตัวเองทำได้ไม่ดี


 กระทั่งล่าสุด พี่หมู (ประภาส ทองสุข) ผู้บริหารธนาคารใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ อดีตเจ้าของคอลัมน์คิดข้ามฟากใน HR & Management Section กรุงเทพธุรกิจ โทรมาทักทาย และชวนผมคุยถึงเรื่องๆ นี้โดยเฉพาะ


 พี่หมูยิงหมัดฮุกใส่ผม “หลายคนมักติดประโยคว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่รู้ว่าบางเรื่องก็สำคัญกับตัวเองมากๆ” พร้อมกับขยายความต่อ…“อย่างการออกกำลัง ผมก็รู้นะว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่สุด ก็ไม่ได้ทำ เพราะยุ่งๆ และเวลามีน้อย”


 ผมคิดตาม และนึกทบทวน หรือเพราะคำว่า “ไม่มีเวลา” แท้จริงคือกรอบลวงตา ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และพัฒนาจนกลายเป็นศัตรู ทำให้เราพลาดท่า กับหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีและผ่านเข้ามาในชีวิต


 ถ้าใครเป็นสาวกของ Edward De Bono จะรู้จักวิธีคิดหนึ่งที่เรียกว่า “lateral thinking” หรือการคิดย้อนศร ที่ว่ากันว่า เป็นสุดยอดของความคิด เพราะเป็นกบฎเชิงบวก

 
 วิธีนี้ไม่ได้สอนให้คิดขวางโลก แบบเด็กดื้อ แต่สอนให้เปิดอีกแง่มุมที่อาจสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ 


พี่หมูของเราก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ คิดแบบย้อนศร…บอกตัวเอง ต้องคืนเวลา จากคนไม่มีเวลา


 คืนมายังงัยหรือครับ? ที่เคยตื่นเจ็ดโมง ก็ลองคิดใหม่ ทำใหม่ ตื่นให้มันเช้าขึ้นหน่อย ดีไซน์เวลาที่ไม่มี ให้มันมีขึ้นมา เพื่อที่จะเอาไปว่ายน้ำ ออกกำลัง ให้สุขภาพดีขึ้น


 ที่โดนใจผมจังๆ เพราะพี่หมูบอกผมด้วยใจนักเลงว่า ที่เคยนั่งเล่นเฟซบุ๊คเป็นชั่วโมงได้ ก็ต้องเปลี่ยน เอาเวลาคืนมา ไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้เช่นกัน


 อย่างผมเอง ที่ไม่มี เพราะบางทีก็ติดกับความสมบูรณ์แบบ ให้เวลาเกินไปกับของบางอย่าง หรือบางครั้ง บางคนก็หมดไปกับคำว่า “รอ” โดยเวลานั้นๆ ไม่ได้เกิดคุณค่าในทางเศรษฐศาสตร์


 ที่สำคัญ ผมว่า Attitude สำคัญมากครับ เราคิดยังไง มันก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าเชื่อว่าไม่มี มันก็ไม่มี เพราะการที่คนเราพูดซ้ำๆ กันจนติดปาก สมองก็จะเผลอไปโปรแกรมให้จดจำ และหลงเชื่อสิ่งนั้นโดยปริยาย


 ขอย้ำนะครับ…เวลา 24 ชั่วโมง มีเท่ากัน จะยาจกหรือนายก ก็ไม่มีใครได้มากไปกว่าใคร


 และเรื่องระหว่างผมกับพี่หมูก็เป็นแค่น้ำจิ้มทางความคิดเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง เราทุกคนสามารถออกแบบ และใช้เวลา จากคนไม่มีเวลาในอีกหลายเรื่องได้มากมาย


 ลองเสิรช์เข้าเนตดูนะครับ ตำรา เคล็ดลับมีเยอะ..เหลือที่การปฎิบัติแล้ว จะทำได้หรือไม่?


 ทิ้งท้ายสักนิดก่อนจบ ผมเคยสอนลูกศิษย์ว่า ด้วยความสวยของภาษาไทย มันจึงมีอยู่สองคำที่พ้องเสียงกันพอดิบพอดี “ค่าเวลา” กับ “ฆ่าเวลา”


 เชื่อว่าเราทุกคนรู้ความหมายแบบที่ผมไม่ต้องแปลให้มากความ แต่ใครจะใช้ของขวัญชิ้นที่พระเจ้าประทานให้ได้ดีกว่ากันต่างหาก?  คือประเด็นที่น่าคิด


 ผมและพี่หมูก็ไม่ต่าง เราสองคนถูกท้าทายก้บเรื่องนี้เช่นกัน


ขอบคุณพี่หมูอีกครั้งนะครับ ที่จุดประกายความคิดให้ผม และตั้งชื่อหัวเรื่องวันนี้ด้วยครับ