การปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ

การปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ไอเอ็มเอฟได้ตีพิมพ์รายงานด้านเศรษฐกิจ 3 ฉบับได้แก่ รายงานการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รายงานสถานการณ์ทางการเงิน และ

รายงานสถานการณ์ทางการคลัง ซึ่งผมจะขอสรุปเฉพาะประเด็นหลักเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ดังนี้

 
การประเมินตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีข้อสรุปที่น่าสนใจ 3 ข้อหลัก คือ
 

1. ไอเอ็มเอฟปรับการคาดการณ์การขยายตัวของ เศรษฐกิจโลก ลงเล็กน้อย จากประมาณการเดิมเมื่อเดือนเมษายน มองว่า จีดีพีโลกปีนี้จะขยายตัว 3.5% (ลดลงจากเดิม 0.1%) จะขยายตัว 3.9% ในปี 2013 (ลดลง 0.2%) ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการปรับลดการขยายตัวของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาพร้อมกันไป
 

2. ปรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศใน ทวีปยุโรป ลดลง โดยเฉพาะในปี 2013 เช่น สเปนจากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.1% ปรับเป็น -0.6% อังกฤษจากเดิม 2.0% เป็น 1.4% และฝรั่งเศสจาก 1% เป็น 0.8% แปลว่า แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจของยุโรปโดยรวมชะลอตัวลงในปี 2013 จากเดิมคาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 0.9% เป็น 0.7%
 

3. ในกลุ่ม ประเทศตลาดเกิดใหม่ นั้น ปรับลดลงไม่มากนัก คือ จาก 5.7% มาเป็น 5.6% ในปี 2012 และจาก 6.1% มาเป็น 5.9% ในปี 2013 แต่ที่ถูกปรับการขยายตัวลดลงอย่างมาก คือ อินเดีย ลดลง 0.7% ในปี 2012 และ 2013 เหลือ 6.1% และ 6.5% ตามลำดับ การขยายตัวของจีนก็ถูกปรับลงเช่นกัน แต่ก็จะยังขยายตัว 8.0% ในปีนี้ และ 8.5% ในปีหน้า ประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น คือ ประเทศในทวีปตะวันออกกลางเพราะการส่งออกน้ำมัน


การคาดการณ์ข้างต้นตั้งอยู่บนสมมติฐานหลัก 3 ประการ คือ
 

1. ยุโรปดำเนินนโยบายอย่างเข้มข้นเพียงพอที่จะทำให้แรงกดดันทางการเงิน (ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่เกิน 6% ต่อปี) ในประเทศยุโรปตอนใต้ (สเปน อิตาลี กรีก โปรตุเกส) ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในปี 2013
 

2. จะต้องไม่เกิด fiscal cliff กล่าวคือ รัฐสภาสหรัฐจะต้องต่ออายุมาตรการลดภาษีต่างๆ และอนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐกู้เงินเพิ่มได้อีก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม นายเบน เบอร์นันเก้ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้กล่าวเตือนรัฐสภาสหรัฐว่าหากไม่ดำเนินการต่ออายุมาตรการภาษีดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้ ก็อาจทำให้ประเทศสหรัฐตกเหวของการรัดเข็มขัดทางการคลัง ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงต่อการหดตัวในปีหน้า
 

3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ริเริ่มขึ้นใน ประเทศตลาดเกิดใหม่หลัก (เช่นจีน) จะต้องเห็นผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้
 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นข้อกังวลของไอเอ็มเอฟก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว คือ การที่ยุโรปอาจลังเลและออกมาตรการที่ไม่เข้มข้นเพียงพอ อันจะส่งผลให้วิกฤติเศรษฐกิจของยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น ตรงนี้ผมมองว่า เครื่องชี้วัดความเสี่ยงที่ดีที่สุด คือ ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลี หากดอกเบี้ยยังอยู่ใกล้ 7% อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะปะทุขึ้นได้ เพราะการต้องเผชิญกับดอกเบี้ยระดับสูงในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจหดตัวและหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีสัดส่วนสูงนั้น จะทำให้ความขัดแย้งและการตื่นตระหนกเกิดขึ้นได้โดยง่าย ปัจจุบันดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีของอิตาลีอยู่ที่ 6% ในขณะที่สเปนอยู่ที่ 6.9%
 

กล่าวโดยรวม คือ ไอเอ็มเอฟมองโลกในแง่ดีว่าเศรษฐกิจของประเทศหลักคงจะขับเคลื่อนไปได้อย่างช้าๆ ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็หวังว่าจะไม่เข้าสู่วิกฤติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่จะขยายตัวไปได้ดี เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีความสมดุลทางเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่ ประเทศกำลังพัฒนามีทรัพยากรและแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวที่ระดับ 5-6% ต่อปีได้โดยง่าย นอกจากนั้น หนี้สาธารณะของรัฐบาลก็ไม่สูงมาก (เฉลี่ย 50-60% ของจีดีพียกเว้นอินเดีย) และส่วนใหญ่ก็ไม่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ยกเว้นอินเดีย)
 

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนั้นจะเกิดขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่เหมาะสมด้วย เพราะหากนโยบายผิดพลาดก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศตกต่ำลงได้อย่างรวดเร็ว เช่น กรณีของอินโดนีเซีย ซึ่งหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานเชิงวิเคราะห์ (วันที่ 16 ก.ค. 2012) โดยตั้งชื่อบทความว่า “Indonesia Boom Starts to Stall” และเริ่มต้นโดยกล่าวถึงค่าเงินรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลง 3% ใน 6 เดือนที่ผ่านมาว่าเป็นการสะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังจะปิดฉากลง ทั้งนี้ กล่าวตำหนินโยบายของธนาคารกลางของอินโดนีเซียที่ออกกฎเกณฑ์จำกัดการไหลออกของเงินทุน (เพราะเงินดอลลาร์เริ่มขาดแคลน ซึ่งทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลมากขึ้นและเร่งถอนเงินออกจากประเทศ)
 

เศรษฐกิจอินโดนีเซียนั้นยังมีพื้นฐานที่แข็งแรง กล่าวคือ มีประชากรมากถึง 300 ล้านคน ทำให้ต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศไม่มาก เพราะตลาดในประเทศมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว นอกจากนั้น ก็ยังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น น้ำมันก๊าดและถ่านหิน แต่การที่ราคาพลังงานปรับลดลงก็ส่งผลในทางลบต่อการส่งออกของอินโดนีเซียอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นและมีจำนวนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก
 

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนไม่สบายใจ คือ การที่ รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาตรการใหม่ที่กีดกันการลงทุนของต่างชาติในธุรกิจธนาคารและเหมืองแร่เพิ่มขึ้นและได้เพิ่มภาษีทางการค้า ตลอดจนออกมาตรการจำกัดการนำเข้าที่สะท้อนนโยบายกีดกันการค้าการลงทุน เรื่องนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนอินโดนีเซีย แต่นักลงทุนมองว่าเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนและลดผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งน่าจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียชะลอตัวลง
 

ประเทศไทยก็มักจะมีการเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายจำกัดสัดส่วนของทุนต่างชาติอย่างเคร่งครัดเป็นครั้งคราว ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย แต่ผมมองว่าเป็นการปกป้องทุนไทยเป็นหลักมากกว่า สมมติว่าทุนไทยมีประสิทธิภาพสูงก็จะไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎบังคับให้ ต้องมีทุนไทยอย่างน้อย 51% และทุนต่างชาติไม่เกิน 49% เพราะหากทุนไทยมีประสิทธิภาพน่าจะมีอำนาจต่อรองที่จะมีสัดส่วนสูงเท่าไรก็ได้ การออกกฎเกณฑ์มาบังคับสัดส่วนของทุนดังข้างต้นนั้น น่าจะแปลว่า ทุนไทยไม่ได้ให้มูลค่าเพิ่มกับการลงทุนเท่าที่ควร
 

ซึ่งการมีข้อจำกัดดังกล่าว น่าจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและประเทศโดยรวมต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น