ใช้ชีวิตคู่ขนาน

ใช้ชีวิตคู่ขนาน

เรากำลังเผชิญหน้ากับ “การคุกคามทางจิตใต้สำนึก” ที่โหมกระหน่ำ ในทุกวินาทีของชีวิต และกำลังถาโถมชนิดไม่ลดราวาศอก

คราวที่แล้วดิฉันกล่าวถึงสมมุติฐานที่ว่า ในชั้นบนของหัวใจคน รักจะยึดอยู่กับความคุ้นเคยเก่าๆไม่ว่าดีร้าย แม้ไม่ตื่นเต้นเร้าใจกะไรนัก อย่างน้อย ก็ไม่สร้างความประหลาดใจชนิดเป็นเกมส์ชีวิตที่คุมไม่ได้ ที่รบกวนจิตใจทุกเช้าค่ำ
ทว่า โลกทุกวันนี้ช่างร้ายนัก เรากำลังเผชิญหน้ากับ “การคุกคามทางจิตใต้สำนึก” ที่โหมกระหน่ำ ในทุกวินาทีของชีวิต และกำลังถาโถมชนิดไม่ลดราวาศอก ในปี   2015 ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

ก่อนดิฉันจะบอกเล่าเชิงลึกว่า กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงันแต่ทรงประสิทธิภาพเช่นไร ขอเชิญชวนทุกท่าน พิจารณาหลายๆปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา กลุ่มสังคม และมวลมนุษยชาติในราว 3-5 ปีนี้


• ในสังคมไทยไม่เคยปรากฎสายรัดข้อมือมาก่อน แต่ในเวลาไม่เกินสามเดือน เราสามารถเรียกสิ่งนั้นว่าริสแบนด์และใส่ที่ข้อมืออีกด้านของนาฬิกาอย่างโปร่งใจ
• ในองค์กรธุรกิจ ผู้บริหารจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ให้จับต้องได้ยาก เพื่อประคองความน่าเชื่อถือ แต่ในปัจจุบันนี้ เราได้รู้ว่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กร รับประทานอาหารกลางวันที่ใด หน้าตาอาหารเป็นเช่นไร และเขาหรือเธอ “รู้สึก”เช่นไรในห้วงเวลานั้น
• เราเคยใช้โทรศัพท์เพื่อการรับสายเข้าหรือโทรออก อาจส่ง sms บ้าง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ปัจจุบันเราใช้สมาร์ทโฟน ไอโฟน พร้อมแบลคเบอรรี่ และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คนไม่น้อยเลยที่ ออนไลน์ตลอดเวลาผ่านไอโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊ค ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็น แม็คบุ๊ค
• ผู้มีปัญหาทางสายตา มีทางเลือกคือแว่นตา คอนแทคเลนส์หรือ การทำเลสิค แต่หากสังเกตสาวรุ่นไปกระทั่งวัยปลายสามสิบ พวกเธอเหล่านั้น ใส่คอนแทคเลนส์บิ๊กอายเพิ่มขนาดลูกตาดำ ไม่ว่าจะมีปัญหาทางสายตาหรือไม่ แต่สิ่งนั้นทำให้ลดอายุลงได้แบบฉับพลันไม่น้อยกว่า 3-5 ปี
• ผู้บริหาระดับสูงที่เคยใจแข็งสั่งบล็อก เอ็มเอสเอ็น ไฮไฟว์ เฟสบุ๊คในห้าปีที่แล้ว กลับกลายเป็นผู้ใช้สังคมเสมือนนี้อย่างแข็งขัน  ด้วยเป็นไฟล์บังคับสำหรับเมืองไทยเราที่ไม่แสดงตัวในสังคมเสมือนไม่ได้ มิฉะนั้นจะขาดการเชื่อมต่อทางความรู้สึก หรือ mentally link กับกลุ่มเป้าหมาย


สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย ภาวะการณ์จิตวิทยาสังคม ที่ถูกวางแผนไว้อย่างชาญฉลาดรัดกุม ด้วยรู้ซึ้งถึงธรรมชาติมนุษย์ที่ว่า คนเราเป็นสัตว์สังคม และน้อยนักที่ตัวตนแท้ของคนจะ   “แข็งแรงพอ” ที่จะต้านแรงโหมกระพือของกระแสสังคมโดยรอบได้


คนจึงจำเป็นต้องปรับตัวตามกระแส (ที่ถูกออกแบบไว้) เพื่อให้ยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น


ไม่ใช่แกะดำที่สังคมตั้งท่ารังเกียจรังงอน


การใช้ชีวิตบนแพลทฟอร์มเฟสบุ๊คและทวีตเตอร์ทุกวันนี้ จึงตอบโจทย์ การมีชีวิตคู่ขนานทั้งผู้ใช้และผู้ออกแบบที่กำหนดภาพสุดท้ายเอาไว้แล้ว

ชีวิตจริงไม่ง่าย คนมีบทบาทที่ต้องตีบทให้แตกมหาศาลโดยเฉพาะคนรุ่นเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ ที่ถูกบี้บดกดดันทั้งเบบี้บูมและเจนวายรุ่นเล็ก


การใช้ชีวิตในสังคมเสมือนจึงเป็นการใช้ชีวิตจริงที่เปล่าเปลือย บทบาทตัวกรองทางสังคม ผ่องถ่ายความกดดัน สื่อสารเรื่องราวในหัวใจขณะนั้น ได้อย่างหมดจดหัวใจ


คำถามมีอยู่ว่า ในโลกและชีวิตนี้ มีเสรีให้แก่มนุษย์จริงหรือ?


หรือแท้จริงแล้ว โลกเสมือนได้ทำหน้าที่โลกเสมือนอย่างเต็มที่ในการออกแบบ นำเสนอ สื่อสารตัวตนใหม่ที่ลึกๆแล้วไม่ใช่ แต่อยากให้คนรับรู้และยอมรับเช่นนั้น?


  ในความเห็นของดิฉันแล้ว คนไทยเรายังประดักประเดิดอยู่มากที่จะใช้ชีวิตเชิงลึกในสังคมเสมือน จึงเกิดภาวะมีสองบัญชีผู้ใช้ จัดกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนรู้จัก บดบังบางโพสต์ หรือกระทั่งสร้าง “ห้องลับ” เพื่อสนทนาวิสาสะกับเพื่อนคอเดียวกันอย่างไม่ต้องหวั่นการคุมคามซ้ำซากทางสังคม เสรีภาพ หรือกฎหมาย


 การใช้ชีวิตในโลกเสมือนของคนในบ้านเรา หากแบ่งประเภทคร่าวๆ จะพบเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นใช้ชีวิตจริงในโลกเสมือน แต่อีกกลุ่มสร้างชีวิตซ้ำซ้อนบนโลกเสมือนอีกตัวตน เป็นอีกคนหนึ่ง


 ด้วยเหตุผล อุปนิสัย และความจำเป็นมากมายที่ทำให้ผลลัพท์สุดท้ายกลายเป็นเช่นนั้น ดิฉันต้องหักห้ามใจอยู่มาก ที่จะนำเสนอสมมุติฐานจากการสังเกตการณ์และใช้ชีวิตตัวเองทำวิจัยในปรากฎการณ์นี้ ว่าแท้ที่จริง เพราะเหตุใด คนจึงสร้างตัวตนใหม่ที่นั้น ขณะนี้อีกด้านทำไมคนจึงปลดปล่อยตัวเองอย่างเปล่าเปลือยในสังคมออนไลน์สาธารณะนั้นอย่างไม่ยี่หระ


จนกว่าจะพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้าค่ะ