Las Vegas Marketing

Las Vegas Marketing

ผมเขียนคอลัมน์มาหลายปี ช่วงนี้เหมือนอยู่ในช่วง Marketing 3.0 on tour เพราะช่วงหลังๆ เป็นอะไรที่ผมได้ประสบการณ์จากการเดินทางทั้งสิ้น

จริงๆ นี่ยั้งๆ เอาไว้นะครับ ยังมีอีกหลายประเทศที่ไปเห็น แต่ไม่ได้พูดถึง ช่วง 3 เดือนนี้ ผมต้องเดินทางไปทำธุระมากถึง 9 ประเทศ บางที่ก็ไม่จดเรื่องราวไว้ ที่ลืมไปก็มี

 ผมเป็นคนที่ช่างสังเกต คอยเก็บรายละเอียด ชอบมองอะไรให้มันลึกกว่า เยอะกว่าคนอื่นไปบ้าง ทุกครั้งที่เดินทางก็ได้ไอเดียใหม่ๆ มาเสมอ เก็บไว้ในลิ้นชักสมอง เก็บเอามาใช้ทำงาน โชคดีสมัยนี้ที่มี iPhone ไว้คอยเก็บบันทึก ได้ทั้งภาพ และเสียงหรือเป็นข้อความตัวหนังสือก็ได้ ไม่งั้นลืมหมด ผมไม่ค่อยใช้กล้องถ่ายรูป แต่จะใช้กล้อง iPhone นี่แหละครับ ถ่ายรูปไว้เตือนความจำตัวเอง ยิ่งเดี๋ยวนี้มี App ไว้เติม Comment ยิ่งทำให้การทำงานง่ายขึ้นไปอีก

 ทริปนี้ผมได้มา Las Vegas เป็นครั้งที่ 4 ในรอบสัก 10 ปี มาทุกครั้งก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ดูเสมอ บางทีมาเพื่อหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง กลับไปไฟลุกท่วมตัว อยากทำโน่นทำนี่ตลอด เพราะได้เห็นอะไรที่มันเหนือจินตนาการของเรามากๆ เห็นคนที่เก่งกว่าเราเยอะ

 การทำการตลาดยุค 3.0 คนมักจะไปนึกถึงแต่เรื่อง Online เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำแล้วจะดูเป็นคนล้าสมัย ย้อนไปจากนี้สัก 15 ปีที่แล้ว ก็ต้องมี Website ใครไม่มีก็ถือว่าตกสมัย แต่ที่ไม่เคยอัพเดทเลยก็เยอะ หรือ ไม่ได้ดูว่ามีคนเข้าดูหรือไม่ สมัยนี้ก็ต้องมี Facebook ทั้งๆ ที่มีไปก็เหมือนดาบ 2 คม คือ ต้องหาคนเข้ามาเป็น Fan Page มีน้อยก็เสียหน้า ต้องเสียเงินโปรโมทอีกหรือมีแล้วไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน เพราะไม่รู้จักมันจริงๆ

 ผมกำลังจะบอกว่าที่ Las Vegas เขาทำ Marketing ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวจริงๆ ครับ  อะไรที่เป็น Traditional ก็ยังใช้ได้อยู่ เพราะมันได้ผลครับ ไม่ต้องมี Facebook ก็ได้ เพราะเขาเอาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาความอยากของนักการตลาดมาเป็นตัวตั้ง

 ในแท็กซี่ทุกคัน ที่ Las Vegas จะมี Booklet แนะนำการแสดงต่างๆ ร้านอาหาร และสถานที่น่าสนใจ ต่างๆ  ซึ่งมีแต่ข้อมูล Basic เท่านั้น ตาม Counter information ก็เช่นเดียวกันจะมี Cut out Billboard Electric Billboard หรือแม้แต่ใช้ Ink jet บนโรงแรม เพื่อโปรโมทโชว์ต่างๆ ที่แสดงในโรงแรมของตน ซึ่งจะเน้นรูปสวยๆ ข้อความน้อยๆ 

 คนที่มาเที่ยว Las Vegas จำนวนมากมาหาความบันเทิงจริงๆ  หรือมาร่วมงาน Trade Show หรือไม่ก็มาร่วมประชุม พอมีเวลาว่างก็เลือกที่จะหาความบันเทิงตามแบบที่ตัวเองชอบ โดยจะหาข้อมูลที่อยู่ใกล้ตัวเป็นหลัก  โดยแท็กซี่ถือเป็นพาหนะหลักของนักท่องเที่ยว ดังนั้น Booklet จะได้ผลเป็นอย่างมาก  ส่วน Cut out ก็ได้ผล ครั้งแรกที่ผมมา Las Vegas มาแบบไม่มีข้อมูลแนวลึกเลย ผมเลือกดูโชว์ต่างๆ จากความเร้าใจของ Cut out เป็นหลัก ไล่มาจากใน  Arrival Hall เลยตามมาตลอดเส้นทาง  ถ้า Cut out ของโชว์ไหนขึ้นเยอะ ก็แสดงว่าโชว์จะต้องใหญ่ ลงทุนเยอะ
 

 สมัยก่อนไม่มีใครมาดูโชว์แปลกๆ ที่นี่หรอกครับ เพราะโชว์ต่างๆ อันดับหนึ่งก็ต้องที่ Lido Paris  ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก Cirque du Soleil  หรอกครับ Word of  Mouth ก็ยังไม่ดังถึงเมืองไทย ไม่เหมือนสมัยนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจ จึงต้องใช้ Traditional Media นี้แหละครับ

 คุณลองเดินไปตาม Las Vegas Blvd สิครับ แสงไฟต่างๆ มันช่างดึงดูดใจจริงๆ เที่ยวเล่นที่ไหนหรือแม้กระทั่ง Media สุดปัญญาอ่อนที่นักการตลาดยุค 3.0 มักมองว่ามันโง่เง่าเต่าตุ่น เรียนมาตั้งเยอะ จะใช้ก็อายเพื่อนแย่เลย คือ Leaflet  Size ปฏิทินพกกระเป๋า แต่ที่ Las vegas สิครับ เขาแย่งกันแจกนักท่องเที่ยว พวกที่เที่ยวแบบราคาประหยัดลงหน่อย ไม่มีเงินมากที่จะทำ Cut out  หรือทำแล้วไม่คุ้มก็จะเลือกใช้ Pocket Card Leaflet เป็นสื่อ รับรองได้ผลแน่นอน เพราะผมเห็นใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว ขอให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเถอะครับ  เลือกแจกให้ถูกที่ หาวิธีแจกดีๆ ถ้าใช้แล้วได้ผล ไม่ต้องเสียเงินทำ Facebook หรอก นักท่องเที่ยวเมาแล้ว เขาไม่เข้า Facebook หรอกครับ เอา Information ที่ติดตัวนั่นแหละครับ 

 เห็นได้ว่าไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน หรือจะมีเทคโนโลยีที่สุดล้ำมากเพียงใด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เสมอ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส สถานที่ สภาพแวดล้อม

 และความเหมาะสมของสิ่งที่จะใช้ร่วมกันด้วย บางครั้งการใช้วิธีแบบพื้นๆ หรือที่เรียกว่า Basic ที่สุด คือการ "กลับคืนสู่สามัญ" ก็อาจจะได้ผลดีมากกว่าสิ่งที่ล้ำมากที่สุดก็เป็นไปได้ เพียงแต่เราต้องยิงให้ตรงเป้า

 ผลที่ออกมาก็จะได้รับไปเต็มเลยล่ะครับ