เยอรมนีจะทนแบกเพื่อนไปได้อีกนานเท่าใด

เยอรมนีจะทนแบกเพื่อนไปได้อีกนานเท่าใด

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่โลกหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น จากการที่ผู้นำยุโรปมีข้อสรุปร่วมกันจากการประชุมสุดยอดปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ตกลงให้กลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป หรือ European Financial Stabilisation Mechanism (EFSM) และกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรปหรือ European Financial Stability Facility(EFSF) เข้าไปดูแลเพิ่มทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ในยุโรปโดยตรง และให้เข้าไปช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับรัฐบาลของประเทศต่างๆเพิ่มได้โดยไม่ต้องมีข้อกำหนดให้รัดเข็มขัดเพิ่มเติม
 

อย่างไรก็ดี ปัญหาของยุโรปยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า “จบ”  ที่ผ่านมายังเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อซื้อเวลา รอให้สถาบันการเงินต่างๆเพิ่มทุนได้ เพื่อจะได้ไม่ล้ม และเกิดปัญหาลุกลามไปถึงภาคเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังดำเนินการได้
 

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเริ่มเห็นตรงกันว่าทางออกเดียวที่จะช่วยแก้ปัญหาและทำให้ยุโรปอยู่รวมกันต่อไปได้คือการออกพันธบัตรร่วมกัน เนื่องจากตอนนี้พันธบัตรของเยอรมนีมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ในขณะที่ของกรีซ ของสเปน และของอิตาลีมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ทั้งๆที่เป็นพันธบัตรที่ออกมาในสกุลเงินเดียวกัน เนื่องจากผู้ลงทุนมีความไม่มั่นใจ
 

อัตราดอกเบี้ยที่สูง จะทำให้ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหานาน เพราะหากหารายได้มาเพิ่มไม่ทันอัตราดอกเบี้ย จำนวนหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และโอกาสจะใช้คืนให้หนี้มีจำนวนลดลงไปก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ  อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลอิตาลีและสเปนกู้อยู่ที่ 7% จะทำให้หนี้เพิ่มเป็นสองเท่าตัวภายในเวลาประมาณ 10 ปี 3 เดือนเท่านั้น
 

ในขณะนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่ารัฐบาลประเทศต่างๆเหล่านี้จะหารายได้เพิ่มเลยค่ะ แค่จะคงรายได้ให้เท่าเดิมก็ลำบากแล้ว เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ของธุรกิจก็น้อย พนักงานอาจถูกเลิกจ้าง นอกจากรัฐบาลจะเก็บภาษีได้ลดลงแล้ว ยังต้องแบกภาระเรื่องสวัสดิการของผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย วนอยู่แต่เรื่องเลวร้ายมากขึ้น
 

หากออกพันธบัตรร่วมกัน อัตราดอกเบี้ยจะลดลง เพราะผู้ลงทุนจะเชื่อใจว่าเยอรมนีหรือฝรั่งเศสคงไม่ปล่อยให้พันธบัตรผิดนัดชำระหนี้
 

แต่อังเกลา แมร์เคิล นากยกรัฐมนตรีของเยอรมนี คือคนที่ออกมาค้านหัวชนฝาว่า จะออกพันธบัตรร่วมนี้ก็ข้ามศพเธอไปก่อน  เพราะเธอเห็นอยู่ชัดๆว่า ท้ายที่สุดภาระหนี้จะมาตกอยู่กับเยอรมนีแน่นอน และประชาชนชาวเมอรมันก็จะต้องไม่พอใจ พรรคของเธอก็จะเสียคะแนนนิยม
 

จุดยืนนี้ ทำให้คะแนนนิยมของเธอที่สำรวจในต้นเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นมาเป็น 66% สูงที่สุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยที่สองมาเลยทีเดียว เพราะคนเยอรมันรู้สึกว่าเธอยืนหยัดที่จะปกป้องไม่ให้ประเทศอื่นๆมาเอาเปรียบผู้เสียภาษีของเยอรมนี และโอกาสที่เธอจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สามในการเลือกตั้งในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า (2013) ก็มีมากขึ้นทันตาเห็น
 

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีพื้นที่ 357,022 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 113 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของยุโรป และเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา (15.09 ล้านล้านเหรียญ) จีน (7.3 ล้านล้านเหรียญ) และญี่ปุ่น (5.87 ล้านล้านเหรียญ)
 

โดยโครงสร้างเศรษฐกิจของเยอรมนีวัดโดยจีดีพี มาจากภาคการเกษตร 0.8% ภาคอุตสาหกรรม 28.6% และภาคบริการ 70.6%
 

หลังสงครามโลกทั้งสองครั้ง เยอรมนีบอบช้ำมาก และภายหลังที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1949 เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเยอรมันตะวันออกภายใต้การดูแลของสหภาพโซเวียต และเยอรมันตะวันตก ภายใต้การดูแลร่วมของ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
 

เมื่อสหภาพโซเวียตแตกตัวออกเป็นประเทศต่างๆ เยอรมนีทั้งสองจึงผนวกเป็นประเทศเดียวกันในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1990 หรือ 22 ปีมาแล้ว โดยรัฐบาลเยอรมันต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการยกระดับเยอรมันตะวันออกให้มีผลิตผลและมีค่าแรงใกล้เคียงกับมาตรฐานของเยอรมันตะวันตก
 

คนเยอรมันจึงเพิ่งผ่านการอดทนและการต้องแบกรับภาระช่วยเพื่อนที่อ่อนแอกว่า มาไม่นานนี้  ในคราวนี้จะบอกว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ช่วยดูแลเพื่อนร่วมยูโรด้วยก็คงจะไม่ใช่  เพราะแต่เดิมเขาถือว่าเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน คือ 91.5% ของประชากร 81.84 ล้านคน มีเชื้อสายเยอรมัน ซึ่งมีแนวคิด มีค่านิยมเหมือนหรือใกล้เคียงกัน
 

เยอรมันเป็นชาติที่อดทน ถ้าให้ดิฉันเรียงลำดับ ดิฉันให้ญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่ง เยอรมันมาอันดับสองในเรื่องความอดทน ความอึด และเลือดนักสู้  การอดทนยอมลำบากทำงานเสียภาษีเพื่อช่วยยกระดับชีวิตของคนในชาติที่มีการพัฒนาด้อยกว่าเนื่องจากตกอยู่ภายใต้การดูแลของชาติอื่นนานถึง 41ปี เป็นเรื่องที่ต้องยกนิ้วให้เลยจริงๆค่ะ
 

รัฐธรรมนูญของเยอรมนีใช้มาตั้งแต่ 23 พฤษภาคม 1949 เรียกว่าเป็นกฎหมายพื้นฐาน และเมื่อรวมประเทศกันอีกครั้งหนึ่งก็นำมาใช้ร่วมกัน เรียกว่าฉบับเดียวใช้กันมายาวนาน เยอรมนีมีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยจะมาจาการเลือกตั้งทุก 5 ปี และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ โดยมาจากการเลือกของสภา อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี
 

ปัญหาของเยอรมนีก็มีค่ะ ไม่ใช่ไม่มี เขามีอัตราการเติบโตของประชากรติดลบ 0.2% เพราะมีอัตราการเกิดต่ำ คือ 8.33 คน ต่อประชากร 1,000 คน และมีผู้อพยพน้อยลงคือมีเพียง 0.71 คนต่อประชากร 1,000 คน และมีปัญหาของประชากรเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย
 

เยอรมนีเป็นยอดนักผลิต และโชคดีที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เหล็ก ทองแดง นิคเกิ้ล ยูเรเนียม โปแตซ เกลือ วัสดุก่อสร้างและไม้
 

สินค้าที่ส่งออกประกอบด้วยยานยนต์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ สินค้าคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ยาและเวชภัณฑ์ โลหะ อุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง สิ่งทอ ยางและพลาสติก
 

เยอรมนีได้เปรียบดุลการค้าถึง 210,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการส่งออก 1.408 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้า 1.198 ล้านเหรียญ ตลาดส่งออกหลักคือ ฝรั่งเศส 9.4% สหรัฐอเมริกา 6.8% เนเธอร์แลนด์ 6.6% อิตาลี 6.2% จีน 5.7% ออสเตรีย 5.5% เบลเยียม 4.7% สวิสเซอร์แลนด์ 4.4%


ในขณะที่นำเข้าจากจีน 9.7% เนเธอร์แลนด์8.4% ฝรั่งเศส 7.6% สหรัฐอเมริกา 5.7% อิตาลี 5.2% สหราชอาณาจักร 4.7% เบลเยียม 4.2% ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์เท่ากันคือ 4.1%


ลูกค้า และลูกหนี้ของเยอรมนีอยู่ในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ โดยคาดว่าหนี้ที่กลุ่ม 5-6 ประเทศในยุโรปที่มีปัญหา กู้จากธนาคารในเยอรมันนั้นมีประมาณ 515,900 ล้านยูโร หรือประมาณ 1 ใน 5ของจีดีพีเยอรมนี  เมื่อเศรษฐกิจยุโรปมีปัญหา ยอดส่งออกของเยอรมนีก็ลดลงด้วย และหากลูกหนี้เป็นอะไรไป ธนาคารต่างๆในเยอรมนีก็จะอ่อนแอ จึงเป็นภาระของเยอรมนีด้วยในการที่จะต้องดูแลไม่ให้ลูกค้าและลูกหนี้ล้มไป บทบาทในฐานะผู้นำกลุ่มจึงใหญ่หลวงทีเดียว