เทรนด์การทำ 'แบรนด์' ในชนบท

เทรนด์การทำ 'แบรนด์' ในชนบท

โลกของการสื่อสารการตลาดในชนบทนั้น มีมุมมองที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยชินกันในสังคมเมืองอย่างชัด ด้วยเพราะวิถีการใช้ชีวิต ทัศนคติและวัฒนธรรม

รวมไปถึงพฤติกรรมการเข้าถึงสื่อที่ยังมีความดั้งเดิม และอิงความเป็นสังคมชนบทอยู่มาก
 

การนำแนวคิดสร้างสรรค์ที่ใช้ในสังคมเมืองไปสื่อสารกับผู้บริโภคในชนบทนั้น จึงไม่ตรงใจเสมอไปและไม่ได้ผลตอบรับที่ดีนักด้วยเพราะความห่างด้านทัศนคติและวัฒนธรรมที่สอดคล้อง และด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ยังไม่สามารถตอบสนองได้
 

วันนี้เรามาลองดูแนวทางใหม่ๆ ที่แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกหันมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในการสื่อสารการตลาดในชนบทกัน
 

1. ใช้สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (Better Life Utility)
 

การเข้าถึงสื่อดิจิทัลสำหรับผู้บริโภคต่างจังหวัดนั้นยังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก ในหลายๆ ตลาด การทำการตลาดผ่านมือถือรุ่นธรรมดา (Feature Phone) หันมาได้รับความนิยมด้วยเพราะจากหลายๆ การวิจัยหลายๆ บ้านในชนบทจะมีมือถืออยู่ในครอบครอง เพียงแต่ไม่ได้เอาไว้ใช้ในแง่ "โซเชียลหรือไลฟ์สไตล์" ส่วนใหญ่จะใช้เพียงโทรเข้าออก ถ่ายรูปบ้าง และฟังเพลงบ้างเวลาทำงาน
 

โดยการนำมาใช้งานที่น่าสนใจนั้น จะเน้นการให้คุณประโยชน์เพื่อชีวิตชาวบ้านที่ดีขึ้นเป็นหลัก เช่น ให้ใช้ตรวจราคาตลาดของพืชผลได้เพื่อความยุติธรรม ให้เรียนภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆ ให้หางานได้ผ่านระบบมือถือ หรือให้ตรวจสอบปัญหาสุขภาพในพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากร
 

ในอนาคตนั้นการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีง่ายๆ มาช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตชนบทนั้น จะมีให้เห็นมากขึ้นแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก และการก่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้
 

2. สร้างความน่าประหลาดใจในวันที่หนักและจำเจ (Surprise Me)
 

ในชีวิตชนบท ทุกวันคือวันทำงาน สถานที่ที่พบในแต่ละวันจึงมีไม่หลากหลายนัก โอกาสที่จะได้ไปเจออะไรใหม่ๆ ค่อนข้างจำกัด ถือเป็นชีวิตที่ค่อนข้างหนักทีเดียว ไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่ผู้บริโภคชนบทมองหา คือ คอนเทนท์ด้านความบันเทิง ความสนุก ตลก ดนตรี สังสรรค์เป็นหลักเผื่อผ่อนคลายความเครียดจากภาระในแต่ละวัน
 

ในแง่เทรนด์สื่อสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ถูกออกแบบขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบให้ประสบการณ์ตรงตัวต่อตัวให้ประสบการณ์ในรูปแบบกิจกรรม อีเวนท์ รถแห่ เพื่อสร้างความน่าประหลาดใจและสร้างพลังใจทางบวกสำหรับผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกลโดยเฉพาะ 
 

3. เน้นเด็กๆ เป็นหัวใจ ความหวัง และกำลังใจ (Children at Heart)
 

หัวใจของผู้บริโภคในชนบทนั้น คือ ความรักและความหวังที่มีกับลูก ในหลายๆ ตลาด คนชนบทเชื่อว่าการให้การศึกษาที่ดีต่อลูก จะทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น พัฒนาไปทางที่ดีขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าสารอาหารเฉพาะ เพื่อมาตอบโจทย์การขาดสารอาหารบางอย่างของเด็กๆ ในชนบท การทำการสื่อสารให้ความรู้กับแม่ในการพัฒนาการเลี้ยงลูกและแชร์ความฝันที่มีต่อลูกรวมไปถึงการสนับสนุนการศึกษาและให้โอกาสแง่เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาฝีมือ
 

รูปแบบการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้า การทำแคมเปญ ต่างมีการวางแผน ด้วยจุดประสงค์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนบทบาทของสินค้ามีผลเชิงบวกต่อชีวิต และอนาคตของเด็ก
 

4. ผลักดันด้วยคอมมูนิตี้ (Community Spark)
 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของความเป็นชนบท ก็คือ ความมีพลังของชุมชน วัฒนธรรมต่างๆ ที่จางหายไปในสังคมเมืองยังคงมีกลิ่นอายอยู่ในสังคมชนบท ทั้งในแง่ศาสนา ความเชื่อ งานประเพณีต่างๆ การเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชุมชนถือเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ในชุมชนชนบทที่ภูมิใจในวัฒนธรรมการสื่อสารการตลาดที่มีลูกเล่นไปกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมถือ เป็นเรื่องสำคัญ ในชุมชนชนบทที่เน้นการทำเกษตรการสื่อสารอาจจะมีการอิงไปกับกิจกรรมเพื่อการเกษตรเมื่อมีความเกี่ยวข้อง เป็นต้น
 

โดยหลักการแล้วการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้นั้น ก็ให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์อย่างลึกซึ้งมากกว่าการทำโปรโมชั่นด้านราคาเพียงอย่างเดียว
 

5. อยู่เคียงข้างในวันที่ไม่มีทางออก (Always Be There)
 

จากเดิมความไม่แน่นอนเป็นความจริงที่หลีกหนีไม่ได้ในชีวิตชนบท ด้วยชีวิตอิงไปกับลมฟ้าอากาศในการเกษตรกรรม ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตไม่แน่นอน
 

ปัจจุบันยังมีภัยธรรมชาติมาเป็นตัวแปรเพิ่ม ทำให้หลายๆ ครั้งผู้บริโภครู้สึกไม่มีทางออก บทบาทของแบรนด์ในมุมมองของผู้บริโภคชนบทจึงเปลี่ยนไปเพียงแค่ขายสินค้าบริการอย่างเดียวคงจะไม่พอ
 

การปฏิวัติด้านงานเพื่อสังคมในภาวะภัยพิบัติ ถือเป็นกระแสหนึ่งที่มาแรงทั่วโลก นั่นคือ เวลาที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แบรนด์สามารถสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพื่อเข้าช่วยเหลือนอกเหนือจากการบริจาคแบบเดิมๆ เช่น สินค้าผงซักฟอกไปช่วยซักผ้าผู้ประสบภัย หรือสินค้าแบตเตอรี่มาช่วยชาร์จแบตมือถือ หรือ ให้บริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ในยุคที่ภัยพิบัติมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างหลีกหนีไม่ได้ เราคงจะได้เห็นนวัตกรรมเพื่อสังคมของแบรนด์มากยิ่งขึ้น
 

ดูในภาพรวมแล้ว การเข้าใจการใช้สื่อที่แตกต่างของผู้บริโภคชนบทที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ถือเป็นหัวใจหลักที่นักการตลาดคงต้องหันมาทำความเข้าใจกันมากขึ้นเพื่อให้ได้แนวคิดสร้างสรรค์ที่เข้าถึง พร้อมกับเติบโตไปด้วยกันด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับผู้บริโภคกลุ่มชนบท