จีน-ยุโรปฉุดส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวแค่ 7%

จีน-ยุโรปฉุดส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวแค่ 7%

บังเอิญมีโอกาสได้อ่านบทวิเคราะห์เรื่องโครงสร้างการส่งออกของประเทศไทยจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี จึงขออนุญาตนำมาให้ทุกท่านได้พิจารณา

จริงๆ แล้วผมได้เตรียมบทความสำหรับสัปดาห์นี้ไว้เกี่ยวกับเรื่อง การกำกับดูแลกิจการที่ดี แต่บังเอิญมีโอกาสได้อ่านบทวิเคราะห์เรื่องโครงสร้างการส่งออกของประเทศไทยจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี จึงขออนุญาตนำมาให้ทุกท่านได้พิจารณาดังนี้ครับ

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ  TMB Analytics คาด ส่งออกเติบโตแค่ ร้อยละ 7 หลุดเป้าร้อยละ 15 ต้นตอจากวิกฤติหนี้ยุโรป และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐอเมริกา พร้อมแนะไม่ควรสนใจวิกฤติในยุโรปเพียงอย่างเดียว

 

ตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค. ขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ที่ผ่านมา และยอดรวมส่งออกเดือน พ.ค. 2555 มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ บ่งชี้การปรับตัวดีขึ้นของภาคส่งออกของไทยเพราะสามารถขยายตัวร้อยละ  7.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากเดือน เม.ย. ที่ยังคงหดตัวที่ร้อยละ  3.7 เป็นผลเชื่อมโยงจากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาผลิตได้ในระดับใกล้เคียงกับระดับปกติในช่วงก่อนเกิดอุทกภัย

 

เมื่อพิจารณาตลาดส่งออก พบว่าเกือบทุกตลาดขยายตัวเป็นบวก โดยเฉพาะตลาดหลัก นำโดยจีนขยายตัวร้อยละ 22.3 อาเซียนร้อยละ 13.4 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 11 ญี่ปุ่นร้อยละ 5  และแม้แต่ยุโรปที่หดตัวต่อเนื่องมา 7  เดือนนับตั้งเกิดอุทกภัย  สามารถโชว์พลิกฟื้นขยายตัวที่ร้อยละ 4.7 นำโดย สินค้าอุตสาหกรรมหมวดคอมพิวเตอร์  ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ  

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า การตัวเลขดังกล่าว ยังไม่สะท้อนถึงการกลับมาขยายตัวอย่างยั่งยืนของประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ยังหาทางออกจากวิกฤติหนี้สาธารณะไม่ได้ เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวก็ยังคงเปราะบาง   

 

โดยตัวเลขดัชนีภาคการผลิตในสหรัฐอเมริกา (ISM) ประจำเดือน มิ.ย. ปรับลดลงมาอยู่ที่ 49.7 ลดลงจากระดับ 53.5 ในเดือนก่อนหน้า และถือเป็นการปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี แสดงถึงการหดตัวของภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งก็ไม่ต่างจากตลาดจีนที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังสะท้อนถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง 

 

ล่าสุด ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั้งของทางการและของ HSBC ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องในเดือน มิ.ย.จากเดือนที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวของทางการถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบเจ็ดเดือน ส่วนดัชนี PMI ของ HSBC ที่เป็นการสำรวจบริษัทเอกชนรายเล็กในประเทศด้วย ได้แสดงถึงการหดตัวมาเป็นเดือนที่แปดติดต่อกันแล้ว จึงไม่น่าแปลกที่ ยอดส่งออกรวมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555  ยังคงหดตัวร้อยละ 1.7  โดยตลาดยุโรปยังคงอยู่ในแดนลบถึงร้อยละ 11.3 

 

ขณะที่ได้อานิสงส์จากตลาดอาเซียนและจีน (สัดส่วนรวมกัน 37.6%) ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 8.7 และ 8.4 ตามลำดับ พยุงยอดส่งออกไม่ให้ทรุดลงมาก อย่างไรก็ดีผู้ส่งออกและภาครัฐไม่ควรสนใจแต่วิกฤติยุโรปเพียงอย่างเดียว และมองข้ามการแผ่วตัวในประเทศคู่ค้าอื่นๆ

 

แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง การผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติได้ทั้งหมดในไตรมาสสาม  สะท้อนจากตัวเลขการผลิตในช่วง 5 เดือนแรก โดยหากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นจำหน่ายในประเทศ อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี จะเห็นการผลิตกลับมาเติบโตสูงกว่าระดับเฉลี่ยในปี 2554  เช่นเดียวกับกลุ่มที่มีสัดส่วนส่งออก 30-60% ซึ่งนำโดยหมวดยานยนต์ที่หลายค่ายเร่งผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและเร่งส่งมอบรถยนต์ที่ค้างมาหลายเดือน ทำให้ตัวเลขการผลิตเติบโตมากกว่าระดับเฉลี่ยของปี 2554 ถึงร้อยละ 84.4   

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออก (ส่งออกมากกว่าร้อยละ 60 ของการผลิตรวม) ถือว่าระดับการฟื้นฟูยังคงช้ากว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ หรือรอการนำเข้าเครื่องจักร เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง ทำให้ขณะนี้ยังคงผลิตได้ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของปี 2554 ถึงร้อยละ 17.3  แต่เชื่อว่าจะเดินหน้ากลับสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาสสามเป็นต้นไป  

 

ดังนั้น การผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงนำไปสู่การปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกอย่างต่อเนื่อง แต่คงไม่ได้เป็นไปในอัตราเร่งมากนัก เพราะตลาดคู่ค้าหลักอย่าง จีน ยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มเติบโตแผ่วลงตามทิศทางการชะลอลงของเศรษฐกิจโลก ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรปที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด  

 

แม้ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้าย มีโอกาสเห็นการส่งออกไปตลาดยุโรปขยายตัวเป็นบวกในอัตราสูงประมาณร้อยละ 11 แต่ก็เป็นภาพลวงตาจากฐานต่ำในช่วงอุทกภัย ทำให้คาดว่า ยอดส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตในอัตราที่ร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554  และทำให้ทั้งปี 2555 เติบโตที่ร้อยละ 7 เท่านั้น