เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปะวัฒนธรรม และวิถีชีวิตทุกวันนี้ ต่างเร่งรัดให้โลกทั้งใบปรับเปลี่ยนหน้าไปให้ร่วมสมัย โพสพีซี
การดำรงชีวิตในห้วงยามนี้ ดูท่าว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ จะเป็นไปได้เสียยิ่งกว่าการรักษาสถานะที่มีอยู่ไว้ให้เป็นเช่นวันวาน
ฟังดูค้านกับที่เคยคิดเคยปักใจว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้
ก็คนเราย่อมสะดวกใจกับความเป็นอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รู้สึกลึกๆว่ามีอำนาจควบคุมทุกสิ่งให้มั่นคงเหมือนใจได้ ไม่ใช่หรอกหรือ?
วิสัยทัศน์องค์กรชั้นนำแทบจะลงท้ายเป็นพิมพ์เดียวกันว่า “…….ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน”
ยิ่งองค์กรใดหวังจะไปเปลี่ยนนิสัยใจคอของคนด้วยแล้ว อาจต้องหวังพึ่งเพียงปาฎิหารณ์ หรือต้องเปลี่ยนตัวคนทำงานกันเลยทีเดียว
ทว่า ปรากฎการณ์ของโลก ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปะวัฒนธรรม และวิถีชีวิตทุกวันนี้ ต่างเร่งรัดให้คน ครอบคัว สังคม องค์กร ประเทศชาติ และโลกทั้งใบปรับเปลี่ยนหน้าไปให้ร่วมสมัย “โพสพีซี”
สมมุติฐานของดิฉันพิสูจน์ได้ง่ายดายยิ่ง เพียงท่านพิจารณาสรรพสิ่งที่รายล้อมรอบตัว ไล่เรียงการใช้ชีวิตแต่เช้ายันเข้านอน ทบทวนไต่ถามมุมมองความคิดของเราต่อเรื่องราวรายรอบ แล้วอาจพบได้ว่า ตัวเราชักแปลกหน้าขึ้นเรื่อยๆ
ผู้บริหารท่านหนึ่งลอบมองคนอ่านอีบุ๊คด้วยคินเดิ้ลบนเครื่องบินเมื่อปีกลาย ยังจำคำสนทนาได้ว่า หนังสือเล่มเท่านั้นที่ให้สัมผัส ได้รู้สึกถึงการอ่าน ซึ่งอีบุ๊คทำไม่ได้
คล้อยไปไม่กี่เดือน ดิฉันพบว่าท่านดำรงตนในโลกยุคโพสพีซีได้อย่างน่าทึ่ง ทำงานและใช้ชีวิตผ่านเครื่องมือเครื่องไม้ทันสมัยทั้งไอโฟน ไอแพด สไกด์ และสัมมนาทางเวบมิน่า แน่นอนว่า ท่านไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มอีกเลย
ยิ่งนึกถึงทัศนะต่อสังคมเสมือนของคนทำงานรุ่นใหญ่วัยเบบี้บูม ที่เมื่อสามสี่ปีก่อนประกาศกร้าวว่าจะต้องบล็อคอินเตอร์เน็ต เอ็มเอสเอ็น เฟสบุ๊ค และไฮไฟว์ ด้วยเหตุผลแข็งขันที่ว่า ผู้ที่เป็นมืออาชีพไม่ว่าจะเป็นในไทยหรือระดับนานาชาติ ไม่มีใครไปเล่นอะไรอย่างนั้นหรอกนะ จากนั้นไม่นาน ก็ค่อยเริ่มพัฒนาการมีบัญชีผู้ใช้ โพสต์รูป คอมเม้นท์ หนักเข้าขนาดออนไลน์ในสังคมเสมือนตลอด 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว
ดิฉันขอเรียนสรุปอย่างรวบรัดว่า จริงอยู่ที่จิตใจคนส่วนใหญ่มักใคร่จะยึดโยงสรรพสิ่งให้อยู่ในสภาพเดิมอย่างดีที่สุด แต่โลกมาถึงจุดพลิกผันที่ว่า พายุการเปลี่ยนแปลงถาโถมทุกช่องทางการรับรู้ แทรกผ่านจิตใต้สำนึก เป็นการโน้มน้าวแนบเนียนชนิดที่ว่าเจ้าตัวแทบไม่ทันรู้ตัว
ปัจจัยที่ว่าทัศนคติของคนย่อมต่อต้านการเปลี่ยนแปลง หรือ ผู้บริหารระดับสูงไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อาจเคยมีอิทธิพลในการล้มคว่ำความพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงมานักต่อนักในอดีต
ทว่า ในโลกที่หลอมเราให้ต้อนรับและกระหายสิ่งใหม่อยู่เสมอ ทำให้ดีกรีของตัวการสะกัดการเปลี่ยนแปลงคลายผลานุภาพลงมาเพียงระดับซื้อเวลาของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
ตรรกะนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้ลองกลับไปอ่านโพสต์ของท่านในเดือนแรกๆของการใช้เฟสบุ๊คกับในวันนี้ ดูทีว่ารู้สึกแปลกหน้ากับตัวเราในวันนั้นไหม?









