วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปริญญาร้อนๆ....จ้า

สภามหาวิทยาลัยจุฬาฯ ได้มีมติเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตที่ได้อนุมัติให้แก่นิสิตปริญญาเอกคนหนึ่ง นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจุฬาฯ ทีเดียว

ข่าวร้อนๆ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภามหาวิทยาลัยได้มีมติเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ที่ได้อนุมัติให้แก่นิสิตปริญญาเอกคนหนึ่ง จากคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2551 และการเพิกถอนปริญญาบัตรครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

 

อย่างนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากเป็นครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการเพิกถอนปริญญาระดับสูงสุด คือ ปริญญาเอก ในขณะที่ผู้ถูกเพิกถอน ก็ดำรงตำแหน่งสูงถึง ซีอีโอ ขององค์กรสำคัญแห่งหนึ่งในภาครัฐ ส่วนผู้ที่เรียกร้องให้มีการพิจารณาสอบสวน เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรแห่งนี้มาก่อน  

 

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหา ก็คือ ผู้ถูกเพิกถอน ได้คัดลอก หรือลอกเลียนวรรณกรรมของผู้อื่นโดยมิชอบ และนำมาใช้ในวิทยานิพนธ์ของตนเอง ภาษาอังกฤษเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่า “Plagiarism” ซึ่งถือว่าเป็นความผิดจริยธรรมทางวิชาการ โดยทั้งอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และ อธิการบดี ได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าสภา ได้พิจารณาเรื่องนี้โดยถี่ถ้วนแล้ว และกระบวนการสอบสวน ก็เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา นำเสนอข้อมูลของตนอย่างครบถ้วน ทุกประการ

 

ขณะที่ผู้ถูกเพิกถอน ก็ได้แถลงข่าวตอบโต้ในประเด็นต่างๆ รวมทั้งจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ต่อไป ดังนั้น สังคมก็จะต้องติดตามว่าเรื่องนี้จะจบลงเช่นใด

 

นอกจากกรณีนี้แล้ว ผมเองซึ่งอยู่ในแวดวงการศึกษามานาน ยังได้มีโอกาสรับทราบว่า เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้อนุมัติตำแหน่ง  “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ให้แก่อาจารย์ท่านหนึ่งไปแล้ว ต่อมาไม่นานนัก มีผู้ร้องเรียนว่า อาจารย์ดังกล่าวได้คัดลอกวรรณกรรมของผู้อื่นมาใช้ในการเสนอผลงาน โดยมิได้อ้างอิงที่มาของวรรณกรรม และผลการสอบสวนปรากฏชัดเจนว่าเป็นเช่นนั้นจริง ที่สำคัญ ก็คือ ผู้ถูกร้องเรียน ก็ยอมรับสารภาพ ด้วยจำนนต่อหลักฐาน

 

คณะกรรมการจึงมีมติ ให้ถอดถอนตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์”  ที่ได้อนุมัติไปแล้ว และยังลงโทษทางวินัย รวมทั้งลงโทษสูงสุดตามระเบียบคณะกรรมการอุดมศึกษา คือ ห้ามบุคคลดังกล่าวเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการอีก เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า  5 ปี

 

ผมอยากจะเรียนเพื่อความเข้าใจว่า ในวงวิชาการนั้น ไม่ใช่ว่าจะนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์มิได้ ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตามที่เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ก็ถูกคาดหวังว่าจะต้องอ่านงานวิชาการของผู้อื่นให้มากที่สุด และงานชิ้นใดที่มีคุณค่าและประสงค์จะนำมาใช้ในวิทยานิพนธ์ของตนเอง ก็ควรนำมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ในการ “ต่อยอดทางวิชาการ”  เพียงแต่ต้องระบุที่มาให้ชัดเจนเท่านั้นเอง เพราะ นอกจากจะเป็นการให้เครดิตแก่เจ้าของงานชิ้นเดิมแล้ว ยังเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ประสงค์จะศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้น สามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมจากผลงานดั้งเดิมที่ถูกอ้างถึง ได้อีกด้วย 

 

ความจริง ผลงานทางวิชาการชิ้นใด ถูกนำไปใช้อ้างอิงมากๆ ยังถือว่าเป็นความสำเร็จของเจ้าของผลงานด้วยซ้ำไป เพราะถือว่าได้รับการยอมรับให้เป็นผลงานที่สำคัญ ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดหวงห้ามการนำผลงานไปอ้างอิง ยกเว้นการนำไปใช้เสมือนหนึ่งเป็นผลงานของผู้เขียนเอง โดยไม่กล่าวถึงแหล่งที่มา อย่างนี้ถือว่าเป็นความผิดมหันต์ และคนเป็นนักวิชาการที่แท้จริง เขาไม่ทำกัน

 

บ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีแต่ปัญหาให้ท้อแท้ และคนส่วนใหญ่มักพูดว่า สาเหตุพื้นฐาน ของปัญหาในสังคมไทย ก็เป็นเพราะ คนส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการเมืองและปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ดังนั้น เราจึงต้องแก้กันที่ระบบการศึกษา

 

แต่แก้กันมานานหลายปีเต็มทีแล้ว วันนี้สิ่งที่เราเห็น นอกจากจะมีกรณีลอกเลียนวรรณกรรมแล้ว เรายังเห็นสถาบันต่างๆ เปิดโครงการปริญญาโท ปริญญาเอก กันเต็มบ้านเต็มเมือง และได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของคนจำนวนมาก ที่ได้รับปริญญาเอกมาจากสถาบันบางแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในลักษณะที่ทำให้คนที่ได้รับปริญญาเอกมาด้วยความเหนื่อยยาก บางครั้งก็อดงุนงงไม่ได้เหมือนกัน ว่าเป็นไปได้อย่างไร

 

เรายังได้เห็นสถานศึกษาบางแห่งแข่งขันกันเพื่อรับนักศึกษาเข้าเรียน ให้ได้จำนวนที่เพียงพอและคุ้มค่าการลงทุน จนเกือบจะไม่สามารถคัดกรองคุณสมบัติของผู้สมัครได้เท่าใดนักเลย และที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นความจริงก็คือในระยะหลังๆ นี้ บางแห่งมีการใช้วิธีรับนักศึกษาผ่าน “ระบบคอมมิชชั่น” อีกด้วย คือ มีการจ่ายค่าคอมมิชชั่น ให้แก่บุคคลในเครือข่าย ที่ทำหน้าที่ชักชวนผู้คนจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นจากท้องที่ต่างๆ ให้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาเพื่อปรับคุณวุฒิของตนเอง โดยมิได้ใส่ใจต่อคุณภาพการศึกษาสักเท่าใด

 

ความจริง การที่สถาบันการศึกษาจะทำการตลาด เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาสมัครเข้าเรียนนั้น ไม่ใช่ของแปลก แม้มหาวิทยาลัยคุณภาพสูงของโลกก็ทำการตลาดกัน แต่เขาไม่ทำด้วยวิธีนี้  ผมเองไม่เคยได้พบกรณีอย่างนี้ด้วยตนเอง แต่ได้ข้อมูลจากบุคคลที่พบปะในแวดวงการศึกษา (บางคนเป็นคณบดี บางคนเป็นอดีตอธิบดี ฯลฯ) ต่างยืนยันกับผมว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ และบอกว่าบางแห่งทำกันค่อนข้างเป็นล่ำเป็นสัน ทีเดียว ผมฟังแล้วก็เห็นว่า นี่ไง ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  “โรงสีปริญญา” (Degree Mills) 

 

ได้ยินเรื่องอย่างนี้แล้ว หลายคนคงอ้าปากค้าง รู้สึกเศร้า หดหู่ และท้อแท้ ที่เมืองไทยของเรา  กำลังเป็นเช่นนี้

 

ถ้าสังคมของเรา ยังมีคนที่ต้องการปริญญา และเลือกที่จะใช้วิธีเช่นนี้ ถ้าคนที่สำเร็จการศึกษามาแล้ว (บางคน) เป็นถึงครูบาอาจารย์ แต่ต้องการมีตำแหน่งทางวิชาการ ก็เลือกใช้วิธีเช่นนี้ และถ้าสถาบันการศึกษา (บางแห่ง) ที่พยายามอยู่รอด ก็เลือกที่จะใช้วิธีการเช่นนี้.....  แล้วเมืองไทยของเรา จะยืนอยู่ตรงไหน บนโลกใบนี้ เล่าครับ

 

ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการศึกษาของไทย จะเดินทางมาถึงวันอย่างนี้ได้ มันเลยเถิดเกินจินตนาการของผม และ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เงินกำลังจะซื้อทุกอย่างในประเทศไทยได้แล้วจริงๆ.....นอกจากที่ซื้อไม่ได้ ก็คือ ซื้อชีวิตและความสุขที่แท้จริง เท่านั้น

 

แต่ผมก็ยังเชื่อว่าคนดีในวงการศึกษา ที่เงินซื้อไม่ได้ยังมีอยู่อีกมาก เพียงแต่พื้นที่ของคนกลุ่มนี้ ดูเหมือนว่าจะแคบลงไปทุกขณะ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้ามาเพื่อร่วมขยายพื้นที่คนเก่งคนดี และสืบทอดเจตนารมณ์รักษาสังคมที่ดีมีคุณค่าไว้ต่อไป ก็มีจำนวนค่อนข้างจำกัดเช่นกัน

 

จึงขอกระตุ้นต่อมสำนึกของคนในวงการศึกษา ว่า จะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันกำจัด “โรงสีปริญญา” ให้หมดไป นักวิชาการที่มีศักดิ์ศรีอีกจำนวนมาก จะต้องช่วยกัน ปลูกฝังจิตสำนึก ของนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ทุกระดับ ให้พวกเขารักในศักดิ์ศรี และถ้าพบว่าวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยของใคร ไร้คุณภาพ ก็อย่าปล่อยผ่านไปง่ายๆ รวมทั้งย้ำว่าการลอกผลงานผู้อื่นมาเป็นของตนเอง หรือ การทุจริตในการสอบนั้น  เป็นความผิดที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง........มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว 

 

บอกพวกเขาว่า อย่าเอาอย่างเลยครับ