วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีกมุมมองเกี่ยวกับปัญหาของยุโรป (2)

สำหรับแนวคิดและจุดยืนของเจ้าหนี้หลักอย่างเยอรมนี (ซึ่งต้องออกเงินอย่างน้อย 25% ของเงินที่ได้เอาไปช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาทั้งหมด) นั้น

ผมขอสรุปจากสุนทรพจน์ของ Dr. Andreas Dombret กรรมการของธนาคารกลางของเยอรมนีที่กล่าวในงานสัมมนาของนักลงทุนที่ลอนดอนเมื่อไม่นานมานี้โดนมีประเด็นหลัก 7 ข้อดังนี้ครับ
 

1. การที่นักลงทุนและคนหลายกลุ่มเรียกร้องให้ต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ “ไฟ” ลุกลาม (firewall) นั้น ถามว่าทำไมจะต้องทำกำแพงเพื่อกันไฟให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ กำแพงไม่สามารถดับไฟได้ แต่จะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้กำหนดนโยบายต้องเสื่อมถอยลง
 

2. การที่ประเทศหนึ่งจะออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรนั้นจะเป็นผลเสียอย่างมากและมีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น จึงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ประเทศที่จะเสียหายมากที่สุดน่าจะเป็นประเทศที่ออกจากระบบเงินยูโร ที่สำคัญคือแม้ว่าเยอรมันต้องการที่จะรักษาระบบเอาไว้ แต่เยอรมนีจะไม่ยินยอมให้ประเทศต้องถูกกรรโชก (blackmail) คือ ต้องให้เงินช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไขตอบแทนที่เหมาะสม การยินยอมเช่นนั้นย่อมจะทำให้ความมั่นคงของระบบเงินสกุลเดียวถดถอยลง
 

3. บางคนอ้างว่ายุโรปจะต้อง “ทำทุกอย่าง” เพื่อให้ระบบเงินยูโรคงอยู่ต่อไป เช่น การกดดันให้อีซีบี (ธนาคารกลางของระบบเงินยูโร) เข้าไปช่วยเหลือโดยปราศจากเงื่อนไข แต่การกระทำดังกล่าว (คือ การเอางบดุลของธนาคารกลางไปอุ้มรัฐบาลและสถาบันการเงินที่อ่อนแอ) ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางขาดทุน และรัฐบาลในกลุ่มประเทศยูโรจะต้องเพิ่มทุนให้กับธนาคารกลาง (ผู้เสียภาษีต้องรับภาระความเสียหายดังกล่าว) ซึ่งเป็นการบังคับให้ประเทศที่แข็งแรง (เช่น เยอรมนี) ต้องให้ความช่วยเหลือประเทศที่อ่อนแอในทางอ้อม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐสภาของประเทศที่ถูกกระทบจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจไม่ใช่การตัดสินใจของฝ่ายบริหาร
 

4. มองในอีกแง่หนึ่ง เมื่อเห็นว่านโยบายการคลังมีปัญหา (ขาดดุลงบประมาณมากและรัฐบาลมีหนี้สินมาก) และกดดันให้นำเอานโยบายการเงินมาจุนเจือก็จะเป็นการเสียวินัยทางการเงินและจะสร้างปัญหาเงินเฟ้อในอนาคต ที่สำคัญ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะจะต้องแก้ด้วยนโยบายการคลังและจะต้องไม่จับเอานโยบายการเงินไปเป็นตัวประกัน (monetary policy risks being taken hostage by fiscal policy)
 

5. จะมีข้อยกเว้นให้กับกรีซไม่ได้ (no ifs, no buts) และในหลักการนั้นกรีซจะได้รับความช่วยเหลือจาก Troika โดยปราศจากเงื่อนไขไม่ได้ เพราะจะเป็นการยกเว้นที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการปฏิบัติแบบ 2  มาตรฐาน
 

6. การเร่งรัดการปฏิรูปทางการคลังทันที (fiscal front-loading) แทนการรอให้เศรษฐกิจขยายตัวก่อน (fiscal back-loading) นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้น Dr. Dombret จึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นแย้งของ George Soros และ Paul Krugman เป็นต้น เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผิดปกตินั้น กรีซจะต้องทำให้ความเชื่อมั่นเกิดขึ้นในทันที โดยการปฏิรูปให้เห็นผล ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งและจะต้องพิสูจน์ในอนาคตว่าทำเช่นนี้จะประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางหรือไม่ (ไอร์แลนด์กำลังไปได้ดีมากและโปรตุเกสก็คืบหน้า) หรือควรจะทำอย่างสหรัฐที่ยังกู้เงินและเพิ่มหนี้สาธารณะปีละ 8-9% ของจีดีพีเพียงเพื่อให้จีดีพีขยายตัวปีละ 2% ในกรณีของกรีซนั้นเยอรมนีหมายความว่ากรีซเคยขาดดุลงบประมาณ (รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว) และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ประเทศใช้จ่ายเกินตัว) มาโดยตลอด นอกจากนั้น รัฐบาลก็ยังเคยแสดงตัวเลขหนี้เป็นเท็จ ดังนั้น จึงจะต้องแสดงให้เห็นว่าได้ “กลับตัวกลับใจ” แล้ว
 

7. มีการเรียกร้องให้ประกาศค้ำประกันเงินฝากทั้งระบบเงินสกุลยูโรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตรงนี้ Dr.Dombret บอกว่าจะต้องมีขั้นตอน คือ ต้องยอมโอนอำนาจทางการคลังของแต่ละประเทศไปสู่ส่วนกลางก่อน (โดยการลงนามในสนธิสัญญา Fiscal Compact) แล้วจะต้องมีการควบคุมระบบการเงินจากส่วนกลางแล้วจึงจะสามารถค้ำประกันเงินฝากทั้งระบบได้ ซึ่งเรื่องนี้คงจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี