อีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาของยุโรป (1)

อีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาของยุโรป (1)

เป็นเรื่องแปลกที่คนทั้งโลกต้องมาเฝ้าดูผลการเลือกตั้งของกรีซเมื่อ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา (ไม่แพ้คนที่เฝ้าดูทีมบอลของกรีซลงสนามในวันเดียวกัน)

ทั้งๆ ที่ประเทศกรีซมีประชากรเพียง 11 ล้านคน และมีขนาดของเศรษฐกิจไม่ถึง 2% ของจีดีพีของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นที่พอใจคนดู คือพรรค New Democracy ได้จำนวนที่นั่งในสภามากเพียงพอที่จะตั้งรัฐบาลผสมได้โดยรัฐบาลดังกล่าวยอมรับที่จะรัดเข็ดขัดทางการคลังต่อไปเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจาก Troika (สหภาพยุโรปอีซีบีและไอเอ็มเอฟ) ซึ่งจะทำให้กรีซสามารถอยู่ในระบบเงินยูโรได้ต่อไป
 

อย่างไรก็ดีความดีใจของตลาดหุ้นมิได้เกิดขึ้น เพียงข้ามคืนก็กลับมาเป็นกังวลกับสเปนอีก เห็นได้จากการที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 7% เมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าสูงเกินกว่าที่สเปนจะรับภาระได้ เพราะรัฐบาลสเปนกำลังประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก (น่าจะมากกว่า 6% ของจีดีพีในปีนี้) ในขณะที่จีดีพีจะติดลบและอัตราการว่างงานสูงถึง 25% และหากสเปนจะต้องร้องขอความช่วยเหลืออีกก็เกรงว่าจะต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านเหรียญจากที่ Troika ได้อนุมัติเงินไปให้กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกสและธนาคารของสเปนไปแล้วรวมเกือบ 5 แสนล้านยูโร ประเทศสเปนเป็นประเทศใหญ่เป็นที่ 4 ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรและจีดีพีมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านยูโร
 

จะเห็นได้ว่าปัญหาของยุโรปนั้นมีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายระดับ ในครั้งนี้ผมขอกลับมาพูดถึงผลการเลือกตั้งของกรีซก่อนโดยได้สรุปผลลงในตาราง
 

จะเห็นได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนส.ส.ที่ 4 พรรคหลักเคยมีในเดือนเมษายน 2012 ก่อนการเลือกตั้งครั้งแรกของปีในวันที่ 6 พฤษภาคมนั้น New Democracy ได้จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อเมษายนไม่มากนักคือจาก 72 ที่นั่งมาเป็น 79 ที่นั่ง ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าระบบการเลือกตั้งของกรีซนั้นพรรคที่ได้จำนวนคะแนนเสียงมากที่สุด (เช่นเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.New Democracy ได้คะแนนเสียง 30% จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด) ก็จะได้รับตำแหน่งส.ส.เพิ่ม (Bonus seats) อีก 50 ที่นั่งทำให้มีส.ส.ในสภารวมทั้งสิ้น 79+50=129 ทำให้สามารถตั้งรัฐบาลผสมได้ แต่จะเห็นได้ว่าคะแนนเสียงที่ได้รับนั้นสูงกว่าพรรค Syriza เพียง 3% (30% กับ 27%) และพรรค Syriza นั้นได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนที่นั่งส.ส.ในสภาเพิ่มจาก 11 มาเป็น 52 และ 71 ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน
 

ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่าทำไมหัวหน้าพรรค Syriza คือนาย Alexis Tsipras ซึ่งอายุเพียง 38 ปีและเพิ่งได้เป็นส.ส.สมัยแรกเมื่อปี 2009 จึงยินดีที่จะเป็นฝ่ายค้าน เพราะพรรคเขาและตัวเขาเองไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศเลย จึงไม่เคยด่างพร้อยทางการเมืองจากการต้องร่วมรับผิดชอบความตกต่ำของเศรษฐกิจกรีซในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในรอบ 50 ปีที่ผ่านมานั้นพรรค New  Democracy กับพรรค Pasok ผลัดกันบริหารประเทศ จนกระทั่งมาถึงวันนี้ กล่าวคือหากรัฐบาลผสมนำโดย New Democracy ของนาย Samaras บริหารประเทศไปอีก 5-6 เดือนแล้วสถานการณ์ไม่ดีขึ้น นาย Tsipras ก็จะสามารถอ้างกับประชาชนได้ว่าการเลือกนาย Samaras ให้ดำเนินนโยบายอิง Troika นั้นเป็นเรื่องที่ผิดพลาดยิ่งจะทำให้นาย Tsipras มีโอกาสสูงยิ่งขึ้นที่จะได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ใน 1-2 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้นก็ได้
 

ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจกรีซนั้นย่ำแย่และหดตัวต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้วโดยประชาชนโทษมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่กล่าวข้างต้น ทำให้พรรค New Democracy พรรค Pasok และพรรค Democratic Left ที่ร่วมตั้งรัฐบาลผสมต่างให้คำสัญญากับประชาชนว่าแม้จะยินยอมดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง แต่ก็จะต้องเจรจากับ Troika เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขลงบ้างเพราะยิ่งรัดเข็มขัด (เพิ่มการเก็บภาษี ลดรายจ่ายและปลดพนักงาน) ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจหดตัว ประชาชนเดือดร้อนและขาดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ยิ่งขาดดุลงบประมาณและสัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาคือนายกรัฐมนตรีเยอรมันกล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไขใดๆ เพราะมองว่าเงื่อนไขต่างๆ เป็นมาตรการเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ที่สำคัญอีก 2 ประการคือ
 

1. หากผ่อนปรนให้กับกรีซ เยอรมนีก็จะต้องเผชิญกับการร้องขอจากประเทศโปรตุเกสและไอร์แลนด์ ที่ทำตามเงื่อนไขอย่างไม่บิดพลิ้วว่าประเทศตนก็สมควรจะต้องได้รับการผ่อนปรนในทำนองเดียวกัน ประเด็นที่ 2. นั้นผมคิดว่าการติดตามข่าวนั้นเรามักจะแค่จะรับทราบข้อมูลจากลูกหนี้ แต่ในความเป็นจริงนั้นเงื่อนไขต่างๆ ในการปรับโครงสร้างหนี้นั้นจะต้องถูกกำกับโดยเจ้าหนี้ และความต้องการของเจ้าหนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ชี้นำการปรับโครงสร้างไม่ใช่ความต้องการของลูกหนี้ ดังนั้นเราจึงควรกลับมาถามว่า เจ้าหนี้หลักคือเยอรมันนั้นมีทัศนคติและความต้องการเช่นใด ซึ่งเท่าที่เห็นข้อมูลก็ต้องบอกว่าเยอรมันคงจะผ่อนปรนให้แก่กรีซเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคืออาจยอมรับว่าปีนี้การขาดดุลงบประมาณของกรีซคงจะสูงเกินเป้าที่กำหนดเอาไว้เดิม แต่เงื่อนไขด้านการคลัง (เป้าการเก็บภาษี การขายรัฐวิสาหกิจ การตัดเงินบำนาญ ฯลฯ) นั้นจะต้องทำตามที่กำหนดเอาไว้เดิมห้ามเปลี่ยนแปลง
 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงสรุปว่ารัฐบาลของนาย Samaras คงจะสามารถแก้ไขข้อตกลงกับ Troika ได้เพียงเล็กน้อย (หรือไม่ได้เลย) ซึ่งน่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังและเดือดร้อนเพิ่มขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้บีบีซีได้รายงานว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคฝ่ายค้าน Syriza นั้นส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม-สาว (ในขณะที่คนลงคะแนนเสียงให้กับพรรครัฐบาลคือคนที่มีอายุ) แต่คนหนุ่ม-สาวนั้นปัจจุบันมีสัดส่วนการว่างงานเกือบ 50% ซึ่งคนหนุ่ม-สาวดังกล่าวน่าจะมีบทบาทสำคัญในการเดินขบวนต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังของรัฐบาลต่อไป