วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมพร้อมหรือยัง...กับการรับมือ

ผลการเลือกตั้งของ "กรีซ" ได้ออกมา และเหมือนกับเป็นการต่อลมหายใจของสถานการณ์ที่เกิดขึ้

สวัสดีครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งของ "กรีซ" ได้ออกมา และเหมือนกับเป็นการต่อลมหายใจของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมากออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้ จะหมดลงไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เรื่องราวหลายๆ เรื่องก็มีพัฒนาการเกิดขึ้นมากและรวดเร็ว ทั้งที่เกิดกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา และประเทศอื่นๆ ในช่วงนี้ 

 

ผมจึงขอรวบรวมและจัดแบ่งเรื่องต่างๆ เพื่อการพิจารณา และเตรียมตัวในแต่ละมิติกันนะครับ

 

สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเรื่องแรก คงเป็นด้านที่เราต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรป ซึ่งตั้งแต่ปีที่ พ.ศ. 2553 เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มได้ยินปัญหาของกรีซ และประเทศต่างๆ ที่เริ่มขึ้น และหลายๆ คนมีความคาดหวังว่า ปัญหาไม่น่าจะรุนแรง และการร่วมมือกันของของรัฐบาลและองค์การต่างๆ น่าจะช่วยเหลือได้ แต่ด้วยลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น หากเราพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยระยะเวลาสั้น หรือแม้กระทั่งภายใน 2-3 ปี ก็อาจจะยังไม่เห็นผล ซึ่งจะเป็นกรณียืดเยื้อที่ค่อนข้างแน่นอน 

 

ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ และอาจลุกลามไปประเทศอื่นๆ เราจะเป็นอย่างไร และเราพร้อมรับมือหรือเปล่า ก่อนอื่นผมขอให้ลองเปรียบเทียบกันดูว่าในยุโรปกับต้มยำกุ้งมีความแตกต่างกันหรือเปล่า ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพิจารณาว่า ปัญหาจะแก้ไขและจบลงอย่างไร 

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลักๆ เราคงต้องถามว่า ประเทศต่างๆ นี้ จะกลับมาแข็งแรง และสามารถค้าขายชำระค่าสินค้า หรือหนี้สินที่มีอยู่ได้ในอนาคตด้วยวิธีการไหน  ประเทศ หรือผู้ประกอบการในประเทศ และประชาชน จะอยู่และผลิตสินค้าหรือบริการกันอย่างไร ซึ่งหากเราดูประเทศในกลุ่มต้มยำกุ้งนั้น เราใช้เวลากว่า 10 ปีในการกลับมาและเสริมสร้างความมั่นคงในแต่ละด้าน โดยเฉพาะด้านการเงิน 

 

แต่ที่สำคัญคือประเทศในกลุ่มต้มยำกุ้ง ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศผู้ผลิตเป็นหลัก และมีการดำเนินการรัดเข็มขัดในแต่ละด้านอย่างเคร่งครัด (บางเรื่องที่ดำเนินการอาจเป็นการใช้ยาที่มีความรุนแรงเกินไป) แต่ผลที่เกิดขึ้นคือเราสามารถผลิตสินค้า ขายสินค้า และชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในประเทศกลุ่มต้มยำกุ้งของเรา 

 

แต่ที่น่าเป็นห่วงสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ประเทศที่มีปัญหาในปัจจุบัน จะสามารถผลิตสินค้าอะไรเพื่อนำไปขาย เพราะหลายๆ ประเทศที่มีปัญหาในปัจจุบัน เป็นประเทศที่มีรายได้ส่วนใหญ่จากภาคบริการและการท่องเที่ยว และอัตราการว่างงานของหลายๆ ประเทศนี้อยู่ในอัตราที่สูง (กรีซ 21% สเปน 24% อิตาลี 10% ฝรั่งเศส 10% โปรตุเกส 15%) และการดำเนินนโยบายรัฐสวัสดิการ ที่ทำให้การกู้ยืมเงินส่วนใหญ่เป็นการกู้ เพื่อการใช้จ่ายมากกว่าการกู้เพื่อการสร้างเพื่อการผลิต 

 

จากปัญหาด้านโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานดังกล่าว เราคงต้องยอมรับและเตรียมตัวรับมืออย่างเลี่ยงไม่ได้ และการหวังว่าปัญหาคงเอาอยู่นั้นในครั้งนี้ คงต้องบอกว่า "เอาอยู่ยาก" และสิ่งที่จะเกิดขึ้น อาจจะมีด้วยกันหมายเรื่องคือ ความสามารถและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าและรัฐบาลในกลุ่มประเทศยุโรปลดลง และการชำระเงินต่างๆ ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และคงเป็นอยู่อย่างนี้อีกไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งเราคงต้องดูว่า แนวทางในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตแบบเบ็ดเสร็จ จะมีการดำเนินการอย่างไร 

 

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่อาจเลี่ยงไม่ได้ในด้านสภาพคล่องในต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินต่างประเทศนั้น ในช่วงที่เหลือของปีน่าจะมีการตึงตัวขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในการกู้เงินต่างประเทศก็จะสูงขึ้น ทั้งจากสาเหตุของการตึงตัวของสภาพคล่อง และจากความเสี่ยงของคู่ค้า และสถาบันการเงินในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย 

 

อีกด้านคือการเตรียมการ ซึ่งการดำเนินการเพื่อมองหาและหยิบฉวยโอกาสที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ เป็นเรื่องที่สำคัญ จากที่เราได้คุยกันมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา การดำเนินการและการเปลี่ยนแปลงในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (หรือประชาคมต้มยำกุ้งเก่า) นั้น มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ซึ่งหลายประเทศเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน ซึ่งในบางครั้งเราไม่ได้คิดว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ จะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ในขณะที่ด้านหนึ่งของโลกกำลังเจอปัญหาที่ยืดเยื้อ ในอีกด้านมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นอีกแห่งในการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น 

 

ประเทศที่เราต้องมีการจับตาดู และดำเนินการถามตัวเองว่า ต้องทำอะไร อย่างไรนั้นมีหลักๆ ได้แก่ พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งถ้าหากดูพัฒนาการของทั้งพม่า และกัมพูชาในรอบปีที่ผ่านมา ถือว่ามีการพัฒนาการหลายๆ ด้าน และมีความคาดหวังการพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หากเราถามว่าในแต่ละประเทศถ้าเรามองเข้าไป และต้องการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิต การบริการ การลงทุนด้านต่างๆ ด้านการเกษตร ความพร้อมด้านแรงงาน การปรับปรุงด้านภาษี กฎหมาย และกติกาต่างๆ สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศในทุกประเทศ มีการปรับเปลี่ยนกติกาที่เปิดเพิ่มขึ้นแทบจะทุกวัน 

 

ถ้าถามในปัจจุบัน เราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้อย่างละสายตาไม่ได้ ซึ่งช่วงเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ กติกาที่ใช้รองรับการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้าไปในพม่า จะมีการนำเข้าสภาของพม่า เพื่อให้เกิดการอนุมัติการประกาศการใช้งาน ซึ่งอาจรวมถึงการอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศดำเนินกิจการร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่นในพม่าได้ (ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดสาขาในพม่า สามารถดำเนินการได้เพียงเปิดสำนักงานตัวแทนเท่านั้น) 

 

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่ใช้ในการประกอบความมีเสน่ห์ในการดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศไปลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ (ในหลายประเทศ ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคาสูงมาก และอาจจะเป็นผลให้การลงทุนในการผลิตในประเทศนั้นๆ มีค่าเริ่มต้นที่สูงมาก อาทิเช่น ราคาที่ดินในพม่า และเวียดนาม สูงกว่าในไทยกว่า 2-5 เท่าตัว) สำหรับประเทศกัมพูชา ดูมีเสน่ห์ในการดึงดูดนักลงทุนไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นได้ลงทุนเพิ่มเติมในกัมพูชาไม่น้อย 

 

หากดูการเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ด้าน และ 2 ซีกโลก การเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ประเภท มีความแตกต่างกัน ซึ่งต้องเตรียมตัว และเตรียมการ หากสามารถป้องกันภัยได้ และวิ่งไปกับโอกาสที่มีได้ ผมเชื่อว่า เราก็จะสามารถรอดพ้นสถานการณ์นี้ได้ และขยายธุรกิจได้เพิ่มเติมขึ้นในอนาคต แต่ในโอกาสที่มีนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นโอกาสที่ดำเนินการได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่เรื่องงาน ต้องพิจารณาให้ดี เปรียบเทียบ และติดตาม และภายในสิ้นปีนี้ภาพของกติกาต่างๆ ก็จะชัดเจนขึ้น การทำธุรกิจทั้งการค้าขาย และการลงทุน คงต้องเลือกว่าที่ไหน อย่างไร กับใคร