ในสัปดาห์ที่แล้วดิฉันเขียนถึงสเปน ว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เกินกว่าที่อียู จะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
และสเปนก็ได้รับความช่วยเหลือ 100,000 ล้านยูโรโดยฉับพลัน ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ คนเริ่มพูดถึงอิตาลี ว่าจะเป็นรายต่อไป สัปดาห์นี้จึงของเขียนถึงอิตาลีค่ะ
อิตาลี เป็นประเทศที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งเรื่องของทีมฟุตบอลที่เก่ง อาหารอร่อย ไวน์รสดี เครื่องหนังฝีมือเยี่ยม เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในใจของคนมากมาย
อิตาลีมีพื้นที่ 301,340 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 60% ของพื้นที่ประเทศไทย ประเทศมีลักษณะเหมือนรองเท้าบู้ท เป็นคาบสมุทรยื่นเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงทำให้มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 7,600 กิโลเมตร ภูมิประเทศทางตอนเหนือเป็นภูเขาสูง โดยมียอดเขาสูงอันดับสองของมองบลังก์ อยู่ในอิตาลีซึ่งสูงถึง 4,748 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในขณะที่ทางตอนใต้เป็นที่ราบมีระดับเท่าน้ำทะเล
อิตาลีมีประชากรน้อยกว่าไทย โดยมีประชากร 61.26 ล้านคน ในปี 2554 ที่ผ่านมาอิตาลีมีขนาดของเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพี เท่ากับ 2.246 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 71 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มยูโร รายได้ทางเศรษฐกิจมาจากภาคการเกษตร 2% ภาคอุตสาหกรรม 24.7% และภาคบริการ 73.4%
ณ สิ้นปี 2554 อิตาลีมีหนี้สาธารณะคิดเป็น 120% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงมาก
อิตาลี ยังเสียเปรียบดุลการค้ากับโลก โดยมีการนำเข้ามากกว่าส่งออกประมาณ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 โดยคู่ค้าส่งออกที่สำคัญคือ เยอรมนี 13% ฝรั่งเศส 11.6% สหรัฐอเมริกา 6% สเปน 5.9% สหราชอาณาจักร 5.2% และสวิสเซอร์แลนด์ 4.7% ส่วนคู่ค้านำเข้าที่สำคัญคือ เยอรมนี 16.1% ฝรั่งเศส 8.8% จีน 7.8% เนเธอร์แลนด์ 5.4% และสเปน 4.6%
อัตราการว่างงานของอิตาลี ณ สิ้นเดือนเมษายน 2555 เท่ากับ 10.2% ซึ่งน้อยกว่าสเปน กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ แต่ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดือนมีนาคมปี 2554 ซึ่งมีอัตราการว่างงาน 8.1%
วิกฤตเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นวิกฤตของภาครัฐ ที่มีการสะสมมายาวนาน หนังสือพิมพ์เอเชียนวอลล์สตรีทเจอนัลได้เคยวิเคราะห์สรุปไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่งดิฉันขอนำมาสรุป และแสดงความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
ปัญหาหนี้ภาครัฐสูงต่อเนื่องสะสมของอิตาลี เริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1979 หรือปี พ.ศ. 2522 เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การใช้เงินสกุลเดียวกันของกลุ่มยูโร โดยในตอนนั้นเรียกว่า European Monetary System (EMS) ซึ่งกำหนดว่าประเทศในกลุ่มที่จะเข้ามาร่วมใช้เงินยูโรด้วยกันนั้น ต้องพยายามทำให้ค่าเงินสกุลของตน วิ่งอยู่ในช่วงหรือใน band ที่กำหนด
อิตาลีใช้เงิน ลีร่า (Lira) หรือไทยเราเรียกกันว่า ลีร์ ดิฉันจำได้ว่าค่าเงินเล็กมาก ธนบัตรใบละพันลีร่า น่าจะเป็นใบที่มูลค่าน้อยที่สุด และมีไปถึงแสนลีราด้วย ไปซื้อของต้องจ่ายกันเป็นล้านลีร่าเลยทีเดียว
ทีนี้ เนื่องจากในตอนนั้นอิตาลีมีอัตราเงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ให้เงินลีร่าอ่อนค่าไปมากเมื่อเทียบกับมาร์คของเยอรมัน ทางการอิตาลีจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราสูง ให้ชนะเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารอิตาลี ขึ้นไปสูงสุดถึง 19% ในปี 1981
แม้ภายหลังอัตราเงินเฟ้อได้ลดลง แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของอิตาลี ก็ยังคงสูงกว่าเงินเฟ้อมาก เช่นในปี 1992 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5% แต่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 15% สาเหตุมากจากการที่ธนาคารกลางของอิตาลี เลิกเข้าซื้อพันธบัตรของกระทรวงการคลังที่เหลือจากการประมูล เพื่อแสดงความเป็นอิสระ จึงทำให้ต้นทุนการเงินของประเทศสูงเกินกว่าที่จำเป็น
อัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้ต้นทุนการเงินของรัฐบาลสูง ถ้าท่านจำกฎของเลข 72 ได้ ท่านจะทราบว่า ณ อัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปี หนี้ 100 บาทจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือเพิ่มเป็น 200 บาท ใช้เวลาเพียง 4.8 ปีเท่านั้น (72 หารด้วย 15)
จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับ 60% ของจีดีพี ในปี 1980 จึงพอกพูนกลายเป็น 120%ของจีดีพี ในปี 1994 และงบประมาณที่ต้องนำมาจ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียว ก็เป็นสัดส่วนถึง 12%ของจีดีพี เรียกว่าทำงานใช้หนี้อย่างเดียว
ปัญหาของอิตาลีจึงเกิดจากอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นระยะเวลายาวนาน เศรษฐกิจเติบโตน้อย เก็บภาษีได้น้อย ภาระหนี้จึงไม่ลด ยังไม่ต้องพูดถึงกฎระเบียบต่างๆซึ่งมีมากมาย ปัญหาคอร์รัปชั่น และปัญหาแรงงาน
เศรษฐกิจของอิตาลีในช่วงปีค.ศ. 1950-1973 เติบโตในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 5.5% ในขณะที่ช่วงปี 1980-1993 เติบโตในอัตราเฉลี่ย 2.1%
ในปี 1995 อิตาลีมีการลดค่าเงินครั้งสุดท้าย (ก่อนใช้ยูโร) และเศรษฐกิจเติบโตขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น และหลังจากเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรแล้ว อัตราดอกเบี้ยก็ลดลง จึงผ่อนภาระไปได้บ้าง หนี้สาธารณะในปี 2008 ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 105% ของจีดีพี
อย่างไรก็ดี วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐและลามมายังยุโรปในปี 2551 ทำให้เศรษฐกิจหดตัว รัฐบาลอิตาลีจึงต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยโครงการต่างๆมากมาย จึงทำให้รัฐต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะจึงเพิ่มตาม
อิตาลีมีหนี้ครบกำหนดในปี 2555 นี้ถึง 296,000 ล้านยูโร ถ้าอัตราความมั่นใจยังไม่เกิดขึ้น ต้นทุนการเงินก็จะไม่ลด อิตาลีจึงต้องพยายามสรางความมั่นใจให้กับประชาคมโลก
อัตราเติบโตของเศรษฐกิจอิตาลีติดลบ 1.2% ในปี 2551 ลบลงไป 5.5% ในปี 2552 บวกขึ้นมาเล็กน้อย 1.8% ในปี 2553 และ 0.4% ในปี 2554 เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบไป 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2555 จะติดลบ 1.9%
รัฐสภาอิตาลี ได้ผ่านมาตรการรัดเข็มขัดไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ของปี 2554 และอดีตนายกรัฐมนตรีผู้โด่งดัง คือซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้ลาออกจากตำแหน่งทันทีหลังมาตรการเหล่านั้นผ่านสภา
คนไม่ได้กลัวอิตาลีกู้เพิ่มแบบสเปน แต่กลัวอิตาลีเบี้ยวหนี้แบบกรีซมากกว่า แต่รัฐบาลยังมีสมบัติอยู่ค่ะ วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาลีจึงประกาศเดินหน้าขายสินทรัพย์ของรัฐ (เพื่อมาลดหนี้) ตัดลดงบประมาณ (เพื่อลดภาระในอนาคต) และจะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยการให้แรงจูงใจกับประชาชนในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย(เพื่อให้คนมีงานทำ มีรายได้ รัฐจะได้เก็บภาษีได้ในอนาคต)
ก็หวังว่ารัฐบาลอิตาลีและกลุ่มยูโรจะช่วยกันทำให้อิตาลีรอด และหวังว่าฟุตบอลทีมชาติอิตาลี อดีตแชมป์บอลโลกคงจะผ่านเข้ารอบไปได้ หวาดเสียวตกรอบจริงๆ
ข้อมูลจาก CIA World Fact Book, Euro Stat, Wall Street Journal, IMF









