วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไอเอ็มเอฟประเมินเศรษฐกิจพม่า

ในสัปดาห์นี้ ผู้ที่ติดตามเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจคงจะจับตาดูผลการเลือกตั้งที่ประเทศกรีซ ว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุนการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด

ทางการคลังจะได้รับเลือกตั้งและสามารถตั้งรัฐบาลผสมหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นก็คงจะสร้างความปั่นป่วนไม่น้อยต่อเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลก ผมเชื่อว่าแม้ฝ่ายสนับสนุนการรัดเข็มขัดทางการคลังจะชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ก็จะยังขอเจรจากับรัฐบาลยุโรปและไอเอ็มเอฟเพื่อผ่อนคลายเงื่อนไขต่างๆ อยู่ดีและคงจะทำได้ยาก ซึ่งจะสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไม่มากก็น้อย ที่สำคัญคือปัญหาของกรีซและกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรจะไม่หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นปัญหายืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี จึงยังต้องติดตามต่อไป ครั้งนี้ผมจึงขอเขียนถึงการประเมินเศรษฐกิจของพม่าโดยไอเอ็มเอฟ ซึ่งได้จัดทำขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วครับ
 

การประเมินของไอเอ็มเอฟซึ่งร่วมมือกับธนาคารโลกนั้นถือได้ว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด และประเมินสภาวะเศรษฐกิจของพม่าอย่างกว้างขวางที่สุดในรอบหลายสิบปี ดังนั้น จึงเป็นเอกสารที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการรับทราบข้อมูลพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องเข้าใจว่าทีมของไอเอ็มเอฟกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของข้อมูล โดยสรุปว่า “Data remains grossly inadequate for surveillance due to capacity constraint and inadequate resources” กล่าวคือ มีปัญหาขาดแคลนข้อมูลอย่างมากในการติดตามตรวจสอบภาวะเศรษฐกิจ เพราะทางการพม่ายังขาดกำลังคนและทรัพยากรในด้านนี้อย่างมาก ตรงนี้หากเป็นไปได้ผมอยากให้รัฐบาลไทยยื่นมือเข้าไปให้ความร่วมมือกับรัฐบาลพม่าเพื่อช่วยในการจัดทำและเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพราะไทยเรามีศักยภาพทางด้านนี้ และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับพม่าและผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของพม่า
 

การประเมินของไอเอ็มเอฟนั้น สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
 

1. เศรษฐกิจพม่ามีแนวโน้มที่ดี กล่าวคือ เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 5.5% ในปีนี้ และ 6.0% ในปีหน้า ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 4.2% ในปีนี้ แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.8% ในปีหน้า
 

2. ไอเอ็มเอฟคาดว่าพม่าจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.7% ของจีดีพีในปี 2012 และจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ในปีหน้า แต่เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้ามาก ทุนสำรองจึงจะเพิ่มขึ้นจาก 7,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 เป็น 9,890 ล้านดอลลาร์ในปี 2013 หรือมีทุนสำรองเพียงพอซื้อสินค้านำเข้าเกือบ 10 เดือน จึงไม่น่าจะต้องห่วงปัญหาเงินจ๊าดอ่อนค่าในช่วงนี้ ส่วนด้านหนี้สินพม่ามีหนี้ต่างประเทศค้างชำระประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ญี่ปุ่นได้ปรับโครงสร้างให้แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม
 

3. ประเด็นหลักที่จะทำให้พม่าสามารถเปิดประเทศในเชิงเศรษฐกิจ คือ การปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ก่อนรัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ที่ 5.35 จ๊าดต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งแตกต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเป็นร้อยเท่า แต่ปัจจุบันก็ได้เปิดให้มีการแลกเงินอิงกับกลไกตลาดมากขึ้นผ่านการให้ใบอนุญาตตั้งธนาคารเอกชนเพิ่มอีก 17 แห่ง จากปัจจุบันมีธนาคาร 11 แห่งที่สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดี ยังมีเพียงธนาคารรัฐ 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถทำธุรกรรมกับธุรกิจในต่างประเทศได้ การพัฒนาให้เกิดระบบการแลกเปลี่ยนเสรี ตลอดจนระบบธนาคารพาณิชย์ที่จะรองรับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจนั้นคงจะต้องทำอย่างเร่งด่วน เพราะยังมีความบิดเบือนในระบบอยู่มาก ทั้งนี้ รัฐบาลพม่าจะต้องปรับปรุงระบบธนาคารพาณิชย์ให้มีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งภายในปลายปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พม่าจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์
 

4. ในด้านการคลังนั้นสรุปได้ว่ารัฐบาลพม่ามีหนี้สาธารณะที่สูงในระดับที่ต้องระมัดระวัง คือ ประมาณ 48% ของจีดีพีและขาดดุลงบประมาณเท่ากับ 5% ของจีดีพี แต่ทั้งนี้ คาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะลดลงได้เพราะรายจ่ายเพื่อการสร้างเมืองหลวงใหม่ใกล้เสร็จสิ้นลงแล้วและคาดหวังว่ารายจ่ายด้านการทหารและรักษาความมั่นคงก็อาจจะสามารถลดลงด้วย (แต่สังเกตว่าปัญหาภายในประเทศของพม่ายังมีอยู่มาก เช่น กรณีความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภาคตะวันตกของพม่าระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธ ที่ทำให้ประธานาธิบดีเต็งเส็งของพม่าต้องประกาศภาวะฉุกเฉินและเลื่อนการเดินทางมาเยือนประเทศไทย) นอกจากนั้น การปรับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดจะช่วยลดการขาดดุลได้ถึง 1.2% ของจีดีพี ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าหากมีการปรับปรุงรายจ่ายและรายรับของภาครัฐ ตลอดจนการเปิดเสรีและการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณ 6% ต่อปี การขาดดุลงบประมาณก็จะค่อยๆ ลดลงเหลือประมาณ 1.5% ของจีดีพีต่อปีและหนี้สาธารณะก็จะไม่สูงกว่า 50% ของจีดีพี แต่จะปรับลดลงเหลือต่ำกว่า 40% ของจีดีพีในปี 2018
 

5. โครงสร้างของรายจ่ายของภาครัฐนั้นยังต้องปรับปรุงอีกมาก เพราะขณะนี้รายจ่ายด้านการทหารของพม่านั้นสูงถึง 14.5% ของงบประมาณ (ของไทยอยู่ที่ 10.5% ของงบประมาณ รวมถึงรายจ่ายตำรวจด้วย) ในขณะที่รายจ่ายด้านสังคมนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.4% ของงบประมาณ (ในขณะที่ของไทยนั้นประมาณ 35.6% ของงบประมาณ) ทั้งนี้ เฉลี่ยอายุขัยของคนพม่าจึงยังอยู่ที่ระดับต่ำคือเพียง 62 ปี ในขณะที่ไทยนั้นอายุขัยอยู่ที่ 70.3 ปี นอกจากนั้น รายจ่ายด้านสาธารณสุขและการศึกษาของรัฐบาลพม่ามีเพียง 0.2% และ 1.3% ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียนั้นรายจ่ายด้านสังคมดังกล่าวเท่ากับ 4.2% และ 3.3% ของจีดีพีตามลำดับ ทั้งนี้ จีดีพีของพม่าเท่ากับ 54,400 ล้านดอลลาร์ (ของไทยประมาณ 340,000 ล้านดอลลาร์) และมีประชากรประมาณ 57.5 ล้านคน ทำให้มีรายได้ต่อหัวประมาณ 940 ดอลลาร์ต่อปี
 

6. การขยายตัวทางเศรษฐกิจของพม่านั้นถือได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างไม่สมดุล กล่าวคือ มีการพึ่งพารายได้จากพลังงานและเกษตรกรรมเป็นหลัก ในส่วนของพลังงานนั้นคงจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศ แต่เป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประชาชนน้อยคนจะได้มีส่วนร่วมและผลพวงก็จะไม่กระจายออกไปโดยทั่ว เว้นแต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ของภาครัฐที่จะต้องจัดสรรให้เหมาะสม สำหรับภาคเกษตรนั้น เกษตรกรไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน ทำให้ขาดหลักทรัพย์เพื่อนำไปค้ำประกันเพื่อเข้าสู่สินเชื่อ ขณะที่ระบบธนาคารก็ยังจะต้องพัฒนาอีกมาก นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาด้านการขนส่งและการขาดแคลนปัจจัยการผลิตต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีและความรู้ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็เผชิญปัญหาที่คล้ายคลึงกับภาคการเกษตรและยังต้องเผชิญกับความซับซ้อนของกฎระเบียบราชการอย่างมาก ทำให้พม่าเป็นประเทศที่มีต้นทุนในการก่อตั้งธุรกิจที่สูงที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีแรงงานที่ต้นทุนต่ำ นอกจากนั้นแล้ว พม่าจะต้องระมัดระวังมิให้เงินทุนที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็วทำให้ค่าเงินจ๊าดแข็งเกินไป (ซึ่งไอเอ็มเอฟประเมินว่าแข็งเกินไปประมาณ 40% ในขณะนี้) เพราะจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันยิ่งถดถอยลงและพัฒนาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมได้ยากขึ้น ทำให้ต้องหันมาพึ่งพาการส่งออกพลังงานและยังจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายภายในสูงและเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อีกด้วย