ตัวเลขสถิติของยอดขายโทรศัพท์มือถือมักจะบอกอะไรเราหลายอย่างครับ
ตัวเลขสถิติของยอดขายโทรศัพท์มือถือมักจะบอกอะไรเราหลายอย่างครับ เวลาที่สำนักวิจัยดังๆ อย่างการ์ทเนอร์ หรือไอดีซี นำข้อมูลเหล่านี้ออกมาเปิดเผย ผมก็อดไม่ได้ครับที่จะเอามาวิเคราะห์ มองหาสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในตัวเลขเหล่านี้ ลองมาเริ่มดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
จากรายงานของการ์ทเนอร์ที่เป็นสถิติข้อมูลประจำไตรมาสแรกของปี 2555 พบว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ตลาดมือถือโดยรวมทั่วโลกกลับสวนทาง เพราะยอดขายลดลง 2% ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2552
และที่สำคัญ ทำให้ซัมซุงแซงหน้าโนเกียขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกเป็นครั้งแรก ด้วยยอดขาย 86.6 ล้านเครื่อง ขณะที่โนเกียขายไปได้ 83.2 ล้านเครื่อง นับเป็นการโค่นแชมป์อย่างโนเกียที่ครองตำแหน่งมายาวนานถึง 14 ปี
ยอดขายฟีเจอร์โฟนตกลงมาพอสมควรนะครับ แม้ว่าราคาจะต่ำ แต่ก็ยังถูกสมาร์ทโฟนรุ่นราคาถูกมาตีตลาด แย่งส่วนแบ่งไป ส่วนหนึ่งเพราะผู้ซื้อคิดว่าเพิ่มเงินจำนวนไม่มาก ก็จะได้สมาร์ทโฟนที่ทำอะไรได้มากกว่าและอีกส่วนหนึ่ง ก็คือ ผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนเปลี่ยนมือถือมาเป็นสมาร์ทโฟน (เด็กๆ พอโตขึ้น มีเงินมากขึ้นก็อัพเกรดโทรศัพท์ที่ใช้)
ลองมาดูที่สมาร์ทโฟน ซัมซุงก็เป็นที่ 1 อีกครับ มียอดขายกว่า 38 ล้านเครื่อง ตามมาด้วยไอโฟนที่ขายได้ 33 ล้านเครื่อง โนเกียขายได้ 13 ล้านเครื่อง และแบล็คเบอร์รีขายไปได้ 9 ล้านเครื่อง
คิดเป็นส่วนแบ่งตามแพลตฟอร์ม มือถือแอนดรอยด์ขายได้ทั้งหมด 56.1% ในจำนวนนี้ เป็นสัดส่วนของซัมซุงถึง 40% ขณะที่ไอโฟนมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 33% แต่แม้จะพ่ายแพ้ให้แอนดรอยด์ ตัวไอโฟนเองก็ยังขายได้มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเกือบ 2 เท่า จากยอดขายในจีนที่ขายไปกว่า 5 ล้านเครื่อง ทำให้จีนกลายเป็นตลาดที่ใหญ่อันดับ 2 ของแอ๊ปเปิ้ลรองจากสหรัฐ
พอจะเริ่มเห็นภาพไหมครับว่า แอนดรอยด์เติบโตอย่างแข็งแกร่งติดต่อกันจนครองสัดส่วนเป็นที่ 1 และถ้ามองเฉพาะแอนดรอยด์อย่างเดียวผู้นำที่โดดเด่น ก็คือ ซัมซุงนั่นเอง
ไตรมาสแรก ซัมซุงมีรายได้สูงถึง 5,100 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกำไรเกือบสองเท่าจากปีก่อน โดยรายได้จำนวนนี้ 70% มาจากยอดขายของมือถือและแทบเล็ตตระกูลแกแล็กซี่ของซัมซุงที่ออกมาตีตลาดตั้งแต่เซ็กเมนท์ล่าง ด้วยรุ่นกาแล็กซี่ วาย และแกแลกซี่ มินิไปจนถึงเซ็กเมนท์บนสุดของตลาดสมาร์ทโฟนที่มีแกแล็กซี่ เอส ทู และแกแล็กซี่ โน้ตเป็นหัวหอก
สิ่งที่เกินความคาดหมายไปมาก คือ ยอดขายที่ถล่มทลายของแกแล็กซี่ โน้ตที่ขายได้ทะลุ 5 ล้านเครื่อง หักปากกานักวิเคราะห์หลายคน ที่คิดว่าโน้ตจะเดินตามรอยเดลล์ สทรีค มือถือกึ่งแทบเล็ตขนาด 5 นิ้วที่เคยออกมาลองตลาดนี้และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจนต้องเลิกผลิตไป
แกแล็กซี่ โน้ตเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น “คิดใหม่ ทำใหม่” ของซัมซุง โดยการผลักดันแอพและประสบการณ์การใช้งานเข้ามาเป็นจุดขายและสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับตัวโทรศัพท์
แม้เกาหลีกับญี่ปุ่นจะไม่ค่อยถูกกัน สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์สมัยยุคสงครามโลก แต่ยุคสงครามสมาร์ทโฟน ซัมซุงได้พัฒนาแกแล็กซี่ โน้ตโดยนำเทคโนโลยีปากกาเขียนหน้าจอที่แม่นยำ จากบริษัท วาคอม ของญี่ปุ่นมาใช้ และยังพัฒนาแอพพิเศษที่รองรับการเขียนโน้ตได้เป็นอย่างดี
เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้สไตลัสขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากตายไปตั้งแต่วันที่สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัวไอโฟนครั้งแรก
แกแล็กซี่ เอส 3 เป็นมือถือรุ่นล่าสุดที่ซัมซุงเพิ่งเปิดตัวและกำลังเริ่มขายในบ้านเรา ก็เป็นสมาร์ทโฟนอีกรุ่นที่เห็นได้ชัดเจนว่า ซัมซุงตั้งใจออกแบบมันเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ดียิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ท สเตย์ ที่ช่วยควบคุมการเปิดปิดหน้าจอ ถ้าผู้ใช้ใช้งานโทรศัพท์อยู่หน้าจอก็จะไม่ดับ โดยการตรวจจับสายตาที่เรามองหน้าจอ
หรือไดเร็ค คอลล์ ขณะที่กำลังส่งเอสเอ็มเอสหาใครอยู่ เพียงแค่ยกโทรศัพท์ไม่ต้องกดโทรออก เจ้าแกแล็กซี่ เอส 3 ก็จะโทรหาคนที่เรากำลังจะส่งเอสเอ็มเอสให้เลย
กล้องที่ฉลาดสามารถแท็กใบหน้าคนและเชื่อมโยงเข้าเฟซบุ๊คให้อัตโนมัติ อีกทั้งยังแต่งความเนียน ใส่ฟิลเตอร์ ดักจับรอยยิ้ม หรือการหลับตา การกะพริบตาได้ด้วย
ขณะที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เริ่มหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมได้ยากขึ้น เมื่อฮาร์ดแวร์อาจถึงคราวตีบตันและผู้ผลิตมือถือก็นำองค์ประกอบฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ๆ ใส่เข้าไปได้เหมือนกันหมด ทำให้สเปคเครื่องเหมือนกันทั้งตลาด
สิ่งที่สร้างความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด คือ ซอฟต์แวร์ และประสบการณ์การใช้งาน ที่เติมเต็มให้ผู้ใช้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่แอ๊ปเปิ้ลเดินมาตั้งแต่แรกในการสร้างไอโฟน
น่าเป็นห่วงว่า ถ้าผู้ผลิตสร้างความแตกต่างระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ไม่ได้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนโทรศัพท์ในอัตราที่ลดลง จนทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตช้า จนทำให้ผู้ผลิตต้องมาแข่งขันกันที่ราคาเพื่อกระตุ้นตลาด กลายเป็นการสร้างสงครามราคาให้ระอุขึ้นมาอีกครั้งเหมือนกับตลาดฟีเจอร์โฟน
เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับซัมซุงครับ ที่สามารถสร้างแนวทางของตัวเองเพื่อฉีกหนีคู่แข่งรายอื่นๆ ได้และด้วยยอดจองถล่มทลายของแกแล็กซี่ เอส 3 กว่า 10 ล้านเครื่อง ทุบสถิติ 5 ล้านเครื่องของไอโฟน 4 เอส ก็คงพอจะบอกได้ว่า แนวทางที่ซัมซุงทำอยู่มาถูกทางหรือไม่
จับตาไว้นะครับ เพราะซัมซุง คือ คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของแอ๊ปเปิ้ล ในยุคนี้









