ฝันร้ายของยูโรโซนทำท่าจะหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่กรีซบรรลุข้อตกลงใดๆ ในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้เลย
ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้จนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เพราะยังไม่ทราบว่าประชาชนชาวกรีกจะเลือกทางเดินไหนระหว่างการคงอยู่กับยูโรโซน หรือจะออกจากยูโรโซนและยกเลิกการใช้เงินยูโร
ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหน กรีซก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรัดเข็มขัดมากกว่าการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจตามเงื่อนไขที่รัฐบาลที่แล้วให้ไว้กับอียู ทั้งการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ ลดการลงทุน ปรับลดสวัสดิการ ฯลฯ เพื่อลดภาระของรัฐบาล
แต่หากผลการเลือกตั้งเทคะแนนให้ฝ่ายค้านก็อาจลดความตึงเครียดให้ชาวกรีกไปได้บ้าง แต่ภาระหนักก็จะตกอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ต้องพบกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ เพราะไม่มีใครทราบว่าความร้ายแรงจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มีจุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน
จนถึงวันนี้ชาวกรีกถอนเงินออกจากระบบธนาคารไปแล้วกว่า 700 ล้านยูโร เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของตัวเอง เช่นเดียวกับสเปนที่คนเริ่มถอนเงินออกจากระบบแล้วเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวมถึงบ้านเราจะปรับตัวลดต่ำลงกลายเป็นโดมิโนไปทั่วโลก ปัญหาของกรีซจึงเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้วในวันนี้
ผมเขียนถึงกรีซใน “ไอทีไร้พรมแดน” วันนี้เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรีซเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สัมผัสกรีซโดยตรง ซึ่งยิ่งทำให้เสียดายความเป็นคนสนุกสนาน มีชีวิตชีวา และมีหัวใจบริการของคนกรีก
รายได้หลักของกรีซมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งแน่นอนว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากข่าวความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทั้งการหยุดงานทั่วประเทศ การประท้วงรุนแรงถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง จนทำให้พื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด
น่าเสียดายความร่ำรวยประวัติศาสตร์ของกรีซที่มีความเป็นมายาวนานนับพันปีจึงมีสถาปัตยกรรมโบราณเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั่วประเทศ เช่น วิหารพาร์เธนอน อะโครโพลิส ฯลฯ ซึ่งยังคงความงดงามจนกลายเป็นโบราณสถานระดับโลกที่นักท่องเที่ยวอยากจะเข้ามาสัมผัส
เดิมทีกรีซทำรายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้มหาศาลในแต่ละปี จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเพียบพร้อมรวมถึงร้านรวงอันทันสมัย จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่กรีซจะเป็นเมืองในฝันของชาวยุโรป
แต่ความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ร้านรวงต่างๆ อาจจะยังพอมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้างแต่ก็หาคนซื้อสินค้าและของที่ระลึกได้น้อยมาก จนประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวอาจหดหายไปกว่า 2 ใน 3 เลยทีเดียว
ปัญหาของกรีซสะท้อนให้เห็นบทบาทของรัฐบาลที่บริหารงานผิดพลาด ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในกรีซเองแต่สั่นคลอนเสถียรภาพของยูโรโซนอย่างรุนแรง และบานปลายจนกลายเป็นปัญหาของคนทั้งโลก ซึ่งการประท้วง การหยุดงาน ฯลฯ แก้ไขอะไรไม่ได้เลย
น่าเสียดายต้นทุนที่กรีซมีอยู่ไม่น้อย ไม่อาจชดเชย “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ที่สูญหายไปจากความขัดแย้งในประเทศได้ เพราะผมเชื่อว่าหากชาวกรีกร่วมแรงร่วมใจกันและทำความเข้าใจกับปัญหาและข้อเท็จจริงที่ตัวเองต้องประสบและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ก็คงไม่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูยาวนานขนาดนี้
ความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปีของกรีซจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรธุรกิจน้องใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเพียงไม่กี่ปีอย่างเฟซบุ๊คที่เพิ่งระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกก็ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของหลายๆ ประเทศทั่วโลก






