วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหายุโรปกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ปัญหายุโรปดูจะปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อผลการเลือกตั้งที่ประเทศกรีซเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ทำให้น่าจะต้องเลือกตั้งใหม่และแม้จะเลือกตั้งใหม่ก็อาจจะยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากที่เป็นปึกแผ่นเพื่อผลักดันนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง (austerity) เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปไอเอ็มเอฟและอีซีบี ทั้งนี้เพราะประชาชนเสียงแตก กล่าวคือลงคะแนนให้พรรคการเมืองหลากหลายพรรคตั้งแต่พรรคขวาสุด (ที่ถูกกล่าวหาว่านิยมนาซีและมีนโยบายจะปิดประเทศ) จนถึงพรรคซ้ายสุดคือพรรคคอมมิวนิสต์ ขณะที่พรรค Pasok ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งในปี 2009 และมีส.ส. 160 คนในสภา เหลือส.ส.เพียง 40 คน
 

จากการสำรวจพบว่าคนกรีก 70% ต้องการให้ประเทศอยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร แต่คนสัดส่วนเท่ากันก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังซึ่งคนกรีกเชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำติดต่อกันมา 3 ปี และสภาวการณ์จะย่ำแย่ต่อไปเพราะยังจะต้องผลักดันนโยบายลดรายจ่าย (ลดสวัสดิการและไล่ข้าราชการออก) และเพิ่มรายได้ (เก็บภาษีเพิ่มและขายรัฐวิสาหกิจ) ต่อไปอีก ในขณะที่อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20%
 

แต่สหภาพยุโรปโดยเฉพาะผู้นำเยอรมันก็แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าหากกรีซต้องการจะอยู่ในกลุ่มประเทศยูโรต่อไปก็ต้องสนับสนุนนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังและต้องเข้าใจว่ากรีซไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย ดังนั้นความขัดแย้งทางการเมืองในกรีซน่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มีการคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ถึง 50% ที่กรีซจะต้องออกจากกลุ่มประเทศยูโรภายใน 12 เดือนข้างหน้าแม้ว่าในสนธิสัญญาที่ก่อตั้งระบบเงินสกุลเดียวจะไม่มีข้อกำหนดให้สมาชิกออกจากสนธิสัญญาดังกล่าว ความที่ปัญหาของกรีซนับวันจะยิ่งเข้ามุมอับ ทำให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นและเกิดปฏิกิริยาต่างๆ เช่น บางคนเริ่มรู้สึกมั่นคงมากกว่าในการถือเงินยูโรที่ออกโดยเยอรมันและไม่อยากถือเงินยูโรที่ออกโดยกรีซ ซึ่งดูได้จากอักษรตัวแรกของเบอร์ที่พิมพ์อยู่บนธนบัตร เช่น ธนบัตรยูโรที่ออกโดยกรีซจะขึ้นต้นด้วย “Y” พันธบัตรที่ออกโดยเยอรมันจะขึ้นต้นด้วย “X” ส่วนสเปนและโปรตุเกสจะขึ้นต้นด้วย “V” และ “M” ตามลำดับ เป็นต้น
 

ในทางตรงกันข้ามคนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่าประเทศที่ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการคลังอย่างปัจจุบันทันด่วนกลับมีสถานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าและดูท่าว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เช่นสหรัฐอเมริกาซึ่งดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายทั้งการเงินและการคลังในระยะสั้นเพื่อเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนแล้วจึงมีแผนรักษาวินัยทางการคลังอย่างรัดกุมในระยะกลาง (3-5 ปี) แต่บางคนก็ติงว่าแนวคิดดังกล่าวนั้นอาจฟังดูดีแต่เปรียบเสมือนการบอกคนติดเหล้าว่าให้กินเหล้าได้ในวันนี้และจะมีแผนการเลิกเหล้าในวันหน้า (ซึ่งวันหน้าก็จะไม่มีวันมาถึง)
 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ศาสตราจารย์ Robert Barro เขียนบทความลงใน Wall Street Journal (11 พฤษภาคม) ซึ่งผมขอนำมาสรุปให้อ่านกันในครั้งนี้ครับ ศาสตราจารย์ Barro ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard และนักวิชาการอาวุโสที่ Hoover Institution ของมหาวิทยาลัย Stanford ผลงานทางวิชาการของศาสตราจารย์ Barro ได้รับการยกย่องว่ามีความสำคัญทางวิชาการเศรษฐศาสตร์อย่างมาก โดยมีแนวคิดในเชิง Classical หรืออนุรักษนิยมที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดแบบ Keynesian กล่าวคือ ศาสตราจารย์ Barro รื้อฟื้นแนวคิดที่เรียกว่า Ricardian Equivalence หรือข้อสรุปว่าการกู้เงินของภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจในวันนี้จะไม่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นแต่อย่างใด เพราะประชาชนจะรับรู้ในอีกด้านหนึ่งว่าหนี้สินของรัฐบาลจะต้องเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับภาระภาษีที่สูงขึ้นในอนาคต (เพื่อชดใช้หนี้สินดังกล่าว) แปลว่าส่วนที่รัฐบาลใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะถูกตอบรับโดยการใช้จ่ายที่ลดลงของภาคเอกชน ทำให้ในที่สุดสิ่งที่รัฐบาลทำไปจะไม่สัมฤทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด
 

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของศาสตราจารย์ Barro คือการนำเสนอทฤษฎี Rational Expectations (RE) ซึ่งสรุปได้ว่าผู้ประกอบการมีความคิดมีเหตุผลสูงในเชิงที่สามารถคาดการณ์ผลพวงที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการของภาครัฐและจะมีพฤติกรรมตอบสนองโดยทันที ความ “รู้ทัน”ของภาคเอกชนทำให้ทุกมาตรการที่รัฐบาลนำออกมาจะไม่มีประสิทธิผล (ineffective) ดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้นการออกมาตรการของรัฐที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจจึงจะต้องเป็นมาตรการที่ภาคเอกชนคาดไม่ถึง (มาตรการที่ไม่ค่อยจะมีเหตุผล ภาคเอกชนจึงคาดไม่ถึง) ซึ่งต่อมาแนวคิด RE นี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าเงินเฟ้อ คือหากธนาคารกลางสร้างความน่าเชื่อถือกับประชาชนได้ว่าจะมีวินัยในการคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ (ไม่เกิน 3% ต่อปี) การที่ธนาคารกลางเพียงกล่าวเตือนว่าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปและจะต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้เอกชนเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ปล่อยกู้น้อยลง ใช้จ่ายน้อยลง (เนื่องจากกลัวธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยขึ้น) ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวของเอกชนจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อลดความรุนแรงลงโดยธนาคารกลางไม่ต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเลย เพียงส่งสัญญาณด้วยปากเปล่าก็คุมเศรษฐกิจได้ ข้อสรุปหลักของศาสตราจารย์ Barro คือหากทางการมีความน่าเชื่อถือว่าจะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

ผมนำแนวคิดของศาสตราจารย์ Barro มาเสนอก็เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปทราบว่าในวงการเศรษฐศาสตร์นั้นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงกันอยู่มาก ในบทความของศาสตราจารย์ Barro ที่กล่าวถึงนั้นเขาตั้งประเด็นว่าเขายังไม่เห็นข้อมูลหลักฐานใดที่จะทำให้สรุปได้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Keynes ประสบความสำเร็จในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ในกรณีของสหรัฐนั้นรัฐบาลขาดดุลงบประมาณปีละ 9% ของจีดีพีในช่วง 2009-2011 แต่เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวอย่างกระท่อนกระแท่น ศาสตราจารย์ Barro มีความเห็นว่าการขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีผลดีในตอนแรก (ปี 2009) แต่ผลดีที่ว่านี้จะหดหายไปอย่างรวดเร็วและจะกลายเป็นผลลบในปี 2011 และ 2012 (เพราะประชาชนจะเริ่มกลัวว่าหนี้สินภาครัฐจะเพิ่มขึ้น) แต่นักเศรษฐศาสตร์ในค่าย Keynes (เช่น Paul Krugman) กลับมองว่าการที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างเชื่องช้านั้นก็เพราะรัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณน้อยเกินไป กล่าวคือควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้จึงจะ “เอาอยู่"
 

ส่วนนี้ศาสตราจารย์ Barro โต้ว่าให้ดูกรณีของญี่ปุ่นที่รัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและต่อเนื่องกว่า 20 ปี ผลที่ตามมาคือวันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 210% ของจีดีพี ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 1% (1991 ถึง 2011) ตรงนี้ต้องกลับไปดู “คุณภาพ” ของมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ผู้ที่นิยม Keynes อาจโต้ว่าหากไม่ใช้มาตรการกระตุ้นดังกล่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะย่ำแย่กว่าปัจจุบันก็ได้
 

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Barro ยอมรับว่าทฤษฎี Keynes นั้นมีเหตุผลน่าฟังได้ กล่าวคือหากภาคเอกชนขาดความมั่นใจและไม่กล้าทำอะไรก็สมควรที่ภาครัฐจะเข้ามาทำหน้าที่บุกเบิกทางเศรษฐกิจแทน นอกจากนั้นก็ยังมีข้อสรุปอื่นๆ ที่ชวนให้คิดตามคือการออมมากเกินไปจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำเพราะหากไม่มีใครยอมใช้เงิน เศรษฐกิจก็จะฝืดเคืองและหากอยากจะให้มีการจ้างงานมากขึ้นก็ควรลดเงินเดือนทางอ้อมคือการสร้างเงินเฟ้อที่ผู้ใช้แรงงานไม่ได้คาดถึง เป็นต้น
 

แต่ประเด็นที่ศาสตราจารย์ Barro ยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับกรณีของสหรัฐและญี่ปุ่น (ที่เศรษฐกิจฟื้นได้ไม่ดีนัก แต่มีการขาดดุลงบประมาณมาก) คือกรณีของประเทศเยอรมนีและสวีเดน ซึ่งทั้งสองประเทศดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังจนกระทั่งการคลังใกล้จะสมดุลแล้วในปี 2011 ในขณะที่เศรษฐกิจของเยอรมันขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.6% ในปี 2010-2011 และเศรษฐกิจสวีเดนขยายตัว 4.9% ต่อปีในช่วงเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามศาสตราจารย์ Barro ชี้ว่าประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจคือ กรีซ โปรตุเกส อิตาลี และ สเปน นั้น ล้วนแต่เป็นประเทศที่ขาดดุลงบประมาณสูงทั้งสิ้น