คงจำกันได้ว่า เมื่อโทรศัพท์มือถือเข้ามาถึงเมืองไทยใหม่ๆ นั้น มีราคาสูงถึงหนึ่งแสนบาท และเป็นสินค้าสำหรับคนมีสตางค์เท่านั้น
คงจำกันได้ว่า เมื่อโทรศัพท์มือถือเข้ามาถึงเมืองไทยใหม่ๆ นั้น มีราคาสูงถึงหนึ่งแสนบาท และเป็นสินค้าสำหรับคนมีสตางค์เท่านั้น
พอราคาเริ่มลดลง และมีขนาดเล็กลง องค์กรธุรกิจก็เริ่มจัดหาโทรศัพท์มือถือให้แก่ผู้บริหารระดับสูงทุกคน แต่ไม่น่าเชื่อว่า ผู้บริหารในสมัยนั้น หลายคนกลับเก็บโทรศัพท์ไว้ในรถยนต์ เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหิ้วติดตัวให้เหนื่อยยาก เนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้
ก็ทำงานมาหลายสิบปีจนได้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้ติดตัว ก็ไม่เดือดร้อนอะไรนี่ครับ มีเรื่องเล่าว่า ซีอีโอ ของธนาคารแห่งหนึ่ง กล่าวหยอกล้อในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงว่า ไอ้ที่อุตส่าห์ซื้อให้น่ะ หัดถือติดตัวบ้างนะครับ เพราะท่านปล่อยให้นอนแอ้งแม้งอยู่ในรถยนต์ เวลาติดต่อไป ก็ไม่มีใครรับสาย
แต่วันนี้คนไทยและคนทั่วโลก กลับมีอาการที่ตรงกันข้าม คือ กลายเป็น “โรคโนโมโฟเบีย” (Nomophobia) กันไปแล้วจำนวนมาก โรคนี้หมายถึง “อาการตื่นเต้น ถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว”
เจ้ามือถือพัฒนามาเป็น เครื่องส่ง sms เครื่องเล่นเกม เครื่องรับส่งอีเมล กล้องถ่ายรูป ดูยูทูบ เครื่องเล่นไลน์ ฯลฯ อยู่ในเครื่องเดียวกันทั้งหมด ชีวิตก็เลยเปลี่ยนไปอย่างมาก การไม่มีมือถืออยู่กับตัว แม้เพียงบางเวลา อาจกลายเป็นเรื่องที่ทำให้วิตกกังวลได้จริงๆ
ผู้บริหารที่ก้าวลงจากรถยนต์ เข้าไปในอาคารที่ไม่คุ้นเคย เมื่อเสร็จธุระแล้ว ก็ไม่รู้จะเรียกคนขับรถให้มารับได้อย่างไร เพราะลืมมือถือไว้ในรถยนต์ แม้จะมีโทรศัพท์อื่นให้ใช้ ก็ยังเรียกคนขับรถไม่ได้อยู่ดี เพราะทุกวันนี้ เกือบไม่มีผู้บริหารคนใด จำหมายเลขโทรศัพท์ของคนขับรถได้อีกแล้ว ทุกอย่างอยู่ในมือถือที่ลืมไว้ในรถยนต์ทั้งหมด
พฤติกรรมการติดมือถือ ที่เห็นบ่อย ก็คือ บางคนผุดลุกผุดนั่ง เดินเข้าออกจากที่ประชุม เพื่อพูดโทรศัพท์ บางคนก้มหน้าในขณะประชุมเพื่ออ่านอีเมลฉบับล่าสุด บางคนกดถ้อยคำเพื่อตอบอีเมล หรือหยอดวลีสนทนาสั้นๆ ในไลน์ เพื่อหยอกล้อกับเพื่อนกลุ่มต่างๆ ฯลฯ
จึงเป็นอาการที่ผมอยากจะเรียกว่า “เขาอยู่กับเรา แต่เขาไม่ได้อยู่กับเรา”
แม้กระทั่งที่บ้าน ยามที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ก็ไม่แน่เสมอไปว่า ลูกเขาจะอยู่กับเราจริง เพราะพ่อแม่หลายคนบ่นว่า ในขณะที่รับประทานอาหารร่วมกันและพูดคุยกันนั้น บางทีเจ้าลูกสาวลูกชาย กลับไม่ค่อยได้ฟัง เพราะสายตาและสมาธิของเขาอยู่ที่ไลน์ บางครั้งก็หัวเราะขึ้นมาเฉยๆ ไม่ใช่เพราะพ่อแม่คุยสนุก แต่เพราะเพิ่งอ่านวลีเด็ดที่เพื่อนส่งมาทางไลน์….!
เราเคยกล่าวกันว่า คนสมัยนี้ไม่ค่อยได้พูดคุยกับ เพื่อนบ้าน แต่ความจริงคนสมัยนี้อาจมีปัญหามากกว่านั้นก็ได้ เพราะคนในบ้านเดียวกันแท้ๆ นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน บางทียังไม่ค่อยได้คุยกันเลย
บนถนน และรถเมล์ ผู้คนอยู่กับเจ้าอุปกรณ์ชิ้นเล็ก โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม และเป็นเช่นนี้กันทั่วโลก ที่ประเทศจีน เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินพูดโทรศัพท์มือถือ ขณะที่เดินไป พูดไป อยู่ริมถนน เธอก็ตกท่อ พรวดเดียวมิดหายลงไปทั้งตัว ไปอยู่ก้นหลุมลึกถึง 6 เมตร เธอกรีดร้องด้วยความหวาดผวา เพราะทั้งมืดทั้งแคบ คนขับแท็กซี่ที่ผ่านมา ต้องลงไปช่วยกันอุ้มขึ้นมา มีคลิปให้เห็น เป็นข่าวไปทั่วโลก
วันนี้ เด็กน้อยวัยสองสามขวบ ในมือมีไอแพด หรือไอโฟน สายตาจับจ้องอยู่หน้าจอ เล่นเกมเกือบตลอดเวลา เด็กที่เคยวิ่งเล่นในสนามหญ้า หรือสวนสาธารณะ กลับสนุกสนานกับเกมกดหน้าจอเล็กๆ มากกว่าการวิ่งเล่น ชีวิตอย่างนี้ มันจะดีหรือ
เราคงต้องจัดวินัยให้แก่ตนเอง หาเวลาห่างมือถือ หาเวลาปิดมือถือ และใช้ชีวิตที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับมือถือบ้าง เป็นระยะๆ น่าจะดี
ความจริงการติดมือถือมากไปก็อาจเป็นอันตราย เช่น รัฐมนตรีสามคนของอินเดีย ต้องลาออกจากตำแหน่งพร้อมกัน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง เพราะถูกจับได้ว่าหยิบมือถือมาเปิดหน้าจอดูภาพโป๊ด้วยกัน ในระหว่างประชุมสภา (ส่วนสภา ของไทยเรานั้น ขอไม่กล่าวถึงดีกว่า.....ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ)
มือถือยังมีอันตรายเรื่องข้อมูลส่วนตัวอีกด้วย สัปดาห์ที่แล้ว นายโรเบิร์ต ซิซิเลียโน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้นำโทรศัพท์มือถือและแทบเล็ตที่เขาเหมาซื้อมาจากตลาดมือสองจำนวน 30 เครื่อง แล้วมาทดลอง “กู้” ข้อมูล ปรากฏว่า เขาสามารถกู้ข้อมูลจากมือถือเก่า ได้ถึง 15 เครื่อง ทั้งๆ ที่เจ้าของเดิม ได้ลบข้อมูลทิ้งไปหมดแล้ว
ข้อมูลที่กู้ได้นั้น มีทั้งเลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรประกันสังคม ข้อมูลจากที่ทำงาน คำสั่งศาล ฯลฯ รวมทั้งยังมีภาพโป๊ และภาพลามก ที่เผยแพร่กันเกลื่อนกลาดอีกด้วย
ดังนั้น เรื่องคลิปหลุด หรือภาพหลุด ทั้งๆ ที่เจ้าของได้ล้างทิ้งไปแล้ว จึงเป็นเพราะเหตุนี้นี่เอง และผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำ เจ้าของอุปกรณ์มือถือ โน้ตบุ๊ค หรือแทบเล็ต ว่า ถ้าไม่ต้องการเสี่ยง ก็อย่าขายต่อ เบื่อเมื่อไร ให้ทำลายเสีย ด้วยวิธีทุบทิ้ง หรือเจาะให้พรุน จะปลอดภัยที่สุด
คนที่กลัวว่าข้อมูลส่วนตัวจะหลุดไป เวลาจะเปลี่ยนเครื่องรุ่นใหม่ ก็คงจะต้องหาค้อน หรือสว่านมาใช้ และถ้าใครมีภาพหวิวของตนเอง หรือของคนอื่นอยู่ด้วย ยิ่งต้องทุบให้ละเอียด ก่อนทิ้งเครื่องเก่า
แม้โลกจะ ดิจิทัล แล้วก็จริง แต่บางเวลาของชีวิต ถ้าเรามาจูนจิตใจให้เป็น อนาล็อก กันเสียบ้าง เช่น โยนมือถือไว้ในลิ้นชัก แล้วไปเดินจูงมือกัน หรือ พายเรือเล่นที่สวนสาธารณะ..อย่างนี้.... “เขาจะได้อยู่กับเรา และเขาก็อยู่กับเรา.....จริงๆ ซะที”
ความสุขแบบอนาล็อก น่าจะซาบซึ้งกว่า สุขแบบดิจิทัล นะครับ






