หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายหลายเรื่องจนวันนี้ แม้ยังไม่ยุติลงทั้งหมดแต่ก็ได้เบาบางลง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเราต่างติดตามคาดเดาปัญหาจากเป้าหมาย
สภาพแวดล้อม และทางออกที่แสนแคบ มองไกลได้ไม่ไกลเกินกว่าหัวแม่มือ จึงผูกติดอยู่ สิ่งเก่าๆ จนไร้ทางออกไปหาประโยชน์กับโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมกล้าพูดเสมอว่า ปัญหาของประเทศไทยนั้น มีพื้นฐานมาจาก “คน” หรือ “ผู้ใหญ่” หรือที่เป็นนักบริหารและเจ้าของกิจการ ที่ไร้ความสามารถ โดยเอกชนนั้น ที่ว่าเก่ง ส่วนมากเบื้องหลัง มักมีการใช้อภิสิทธิ์ กับ การผูกขาด ฉ้อฉล ต่างๆ นานา จนอาจพูดได้ ทำได้แต่ปริมาณกับเปลือกนอก หรือ “ประสิทธิผล” คือ ทำได้ถึงเป้าในระยะสั้น แต่กลับอ่อนแอในการบริหารจัดการ ที่ “อ่อนซ้อม” จนองค์กรไม่อาจสร้าง “ประสิทธิภาพ” ให้ดีขึ้นได้ และการที่ประเทศไทย เดินไปมาในที่เดิม ไม่ไปไหน มีแต่ไถลลื่นลงมาเรื่อยนั้น แท้จริงสาเหตุใหญ่มีหลายประการ คือ
1. ผู้นำที่เก่ง มีความคิดดีๆ แต่คิดมุ่งจะหาประโยชน์เข้าตัวมากกว่าคิดทำเพื่อส่วนรวม
2. ขณะผู้นำทุกแห่งมีจุดแข็งที่ดีและเก่ง ที่ควรจะมีบทบาททำงานให้กับประเทศและส่วนรวม กลับถูกกันท่า กีดกัน หรือพ่ายต่อแกมการเมืองในกิจการ ผลงานที่ได้ จึงมีแต่นักบริหารสันดานเสมียน ซึ่งมีนิสัย “หัวอ่อน” ไม่ต่างจากนางทาส ไม่กล้าสู้ทานแรงเสียดทานจากภายนอก กับ ขาดความรู้ทางการจัดการ และไม่มีน้ำยา ที่จะทำงานเชิงรุกได้
3. ที่เลวร้ายคือ การเมืองไทย ล้มเหลวมาตลอดกว่าเจ็ดสิบปี แม้สาเหตุจะมาจาก “คนการเมือง” ก็ตาม แต่แท้ที่จริง เป็นคนมีความสามารถ แต่กลับมีจิตสำนึกไม่ดี คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก จึงมักแสดงบทบาท “ฉ้อฉล” ทำร้ายสังคม ด้วยการทุจริตและเล่นพวก
ทำให้เป็นจุดเสื่อม ที่เจาะเข้ามาจาก “ข้างบน” เช่น การจับเส้น เล่นสาย ไม่ยึดหลักการ คุณธรรมและความถูกต้อง จึงเป็นต้นแบบของการไม่สุจริต ส่งผลถึงการฉ้อโกงและทุจริตที่มากขึ้นเรื่อย ซึ่งกลุ่มนี้หัวโจกคือ “นักการเมือง” โดยมีข้าราชการเป็น “ลูกมือ” ให้ กับมีพ่อค้ากำกับและเป็นสปอนเซอร์ให้
4. เนื่องจากที่ตั้งประวัติศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติไทย ดีกว่าใครๆ ในโลก จึงเป็นที่หมายปองของทุกชาติ ที่จดจ้อง เขามาหาประโยชน์ จับจองและครอบครองเศรษฐกิจ กับมุ่งครอบงำความคิดของคนไทย และต่อเติมนิสัยบริโภคนิยมไว้ให้ จนกลายเป็น "เชื้อร้าย" ที่ฝังในและบั่นทอนการทำงานเพื่อรักษาความเป็นประเทศเอาไว้
5. จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ก้าวสู่ความเลวร้ายนั้น สาเหตุสำคัญนั้น เริ่มจากเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่ซึ่งสถาบันการศึกษา ที่ควรเป็นกลาง สถาบันที่มีความคิดอิสระ มีความรู้มากพอ ที่จะชี้นำทางให้ประเทศได้นั้น ต้องสลายไป ถูกทำร้ายด้วยเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งผมเปรียบคล้ายกับ “สมองถูกทุบ” จนกลายพันธุ์ กลายเป็น “นักร้อง” ที่เต้นตามทำนอง สุดแต่ที่กลุ่มธุรกิจการเมืองกับราชการ หรือธุรกิจการเมือง ที่ปักหลักได้ และไม่ถูกปัญญาอิสระตรวจสอบ หรือทายทัก จึงทำให้สังคมไทยอ่อนแอ ไหลไปตามปัจจัยที่เป็น แม้ได้เปลี่ยนภาพไปจากที่มีก่อนหน้า
สาเหตุอันเป็นตัวการทำให้เมืองไทยลื่นไถลคือ
ก) นักบริหาร ที่ไร้ศักดิ์ศรี กับไร้ความสามารถถือโอกาสสอดแทรกเข้ามารับใช้ นั่งในตำแหน่งบริหารได้ จากนั้น การวางกล คิดฉ้อฉล ทำทุจริต ก็เริ่มขึ้น โดยการสร้างกลเกมการเมือง เอาสมัครพรรคพวกขึ้นมาครอบครอง องค์กรจนเป็นเสียงส่วนมาก ตัวอย่างที่ผมได้พบมา คือ การสรรหาหรือคัดเลือกที่วางเกณฑ์กันท่าคนเก่ง เพื่อให้พรรคพวกของตน (ที่อ่อนกว่า) ให้เข้าได้
หรือ ดังที่ผมปฏิเสธบอกเลิกไม่สังฆกรรมกับการเป็นกรรมการคัดเลือกคนรับทุนไปเรียนเมืองนอก ด้วยเพราะ มองออกว่า เขาได้ตั้งคนของเขาไว้เป็นเสียงส่วนมาก 3 ใน 5 โดยมีผมกับพรรคพวกคนนอก เป็นตัวประกอบเท่านั้น เพื่อให้ลูกหลานของตนเข้ามาได้ ทั้งได้รับทุนเรียนและกลับมานั่งครองในตำแหน่งงานที่สำคัญที่ต้องการคนเก่งจริงมาทำ
ข) วิสัย “ศรีธนญชัย” เข้าตนเอง นั่นคือ ระบบคุณธรรมกับความสามารถ ที่ให้แข่งกันอย่างเปิดเผยแบบที่ทำกันในสมัยก่อน จึงหมดไปโดยปริยาย ทำให้ได้แต่คนที่มีการใช้สายสัมพันธ์กัน ได้แต่คนกะล่อน ไม่ใช่คนเก่ง หรือคนกล้า ที่เข้ามาด้วยฝีมือและมีความรู้จริง
จากนั้น บทบาทศรีธนญชัย จะขยายตัว กลายเป็นการบริหารที่มีแต่การสลายความเข้มแข็งที่เคยมีมา และเสริมเติมด้วย สิ่งมอมเมา ที่ทำให้อย่างไร้ค่าทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ค) ปรากฏการณ์เกิดขึ้นหลังจากเกิดปัญหาข้างต้น จึงทำให้กลายเป็นจุดอ่อนถาวร ที่ขยายกว้าง จนไปสู่จุดจบขององค์กรได้ไม่ยากและไม่ช้าไม่นานนัก ทั้งนี้ ตัวทำลาย คือ “ผู้นำ” ที่ไร้แก่น มีดีกรี แต่ไร้ความรู้ มากประสบการณ์ แต่หนักข้างไปในทางคิดเอาประโยชน์เข้าตัว หรือสะสมทรัพย์และสิ่งของไปทั่ว แต่ไม่มีวัฒนธรรมในการใช้สิ่งต่างๆ อย่างมีคุณค่า และรักษาให้ยั่งยืนได้
ตามกรอบกรณีข้างต้นที่กล่าวมา ปัญหาอันเป็นวาระแห่งชาติ ที่สำคัญ ที่จะต้องลงมือทำในทันที ก่อนที่คนบ้านเลขที่พิเศษจะออกมาแสดงฤทธิ์เดช สร้างความเสียหายก็คือ ปัญหาการศึกษา ที่ต้องแก้ไขจริงจัง ใน 2 ระดับคือ
ก) การศึกษาพื้นฐาน ที่จะต้องให้เยาวชนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้คู่ขนาน เท่าทันกับการทำงานของบรรดาศรีธนญชัยทั้งหลาย โดยงานการศึกษา ต้องถูกยกเครื่องครั้งใหญ่ โดยเป็นประเด็นสาธารณะที่จะต้องแก้ไขกันจริงจัง โดยต้องให้มี Roadmap หรือ Work Actions ที่มีกำหนดต้องทำให้เสร็จ
ข) การศึกษาชั้นสูง โดยการรื้อ โครงสร้าง ระบบ การบริหารอุดมศึกษา ให้ต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ที่ทุกฝ่าย นักศึกษา รูปอาจารย์ บุคลากรและสังคมโดยรวมติดตามและวิเคราะห์วิจารณ์ได้ต่อเนื่อง และกว้างขวาง
แต่เรื่องยากคือ จะเริ่มได้อย่างไร จึงจะได้คนที่เป็นกลางที่กล้าและรู้จริง ที่จะเข้ามารื้อโครงสร้างและระบบครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่ได้ ก็ต้องบอกผู้ปกครองทั้งหลายให้รู้จักพึ่งตนเอง






