ช่วงนี้ผมเดินทางค่อนข้างเยอะมาก นี่ก็เพิ่งกลับมาจากปักกิ่ง ก่อนหน้านั้น ก็ไปโตเกียว
ทำให้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของ 2 ประเทศมหาอำนาจนี้อย่างชัดเจน ในแง่มุมต่างๆ อย่างวิธีการคิดที่แตกต่างกัน ระบบการทำงานที่ต่างกัน รวมถึงมาตรฐานการทำงาน ที่ต่างกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จากการทำงานจริง
ถ้าพูดถึงมาตรฐานการทำงานสูงสุด ต้องยกให้ญี่ปุ่นจริงๆ ครับ ทุกอย่าง Hi-standard มากๆ จะทำอะไรก็เนี้ยบมาก ว่ากันตั้งแต่ทางเท้าตามถนนเลยเนี้ยบเท่ากับงานตกแต่งภายในบ้านเราอย่างผมจ้างทำพื้นเวทีขนาด 12 x 6 เมตร คิดเงินมา 1 ล้านเยน หรือเป็นเงินไทยก็ 400,000 บาท แต่ทุกอย่างเนี้ยบไปหมด ขนาดนอตที่ไขล็อก Stage Partition เอาไว้ ยังต้องเอากระดาษเล็กๆ มาแปะติดไม่ให้เห็นเลย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็คงไม่ใครสังเกตหรอกครับ แต่นี่ทำรอบเวทีเลยครับ
แม้กระทั่งหลังเวทีที่ไม่มีใครมองเห็นพี่แกก็เก็บรายละเอียดหมดจริงๆ เรียกว่าสุดๆ ครับ นี่ถ้าทำเมืองไทยคงสักประมาณ 100,000 บาท ลูกค้าก็ว่าแพงแล้วครับ จะทำอะไรที่โน้นเป็นเงินไปหมด เรียกว่าจะแถมให้ไม่มีเลย จริงๆ ก็คล้ายกับมาตรฐานการทำงานในยุโรปทุกอย่างคิดเป็นเงินไปหมด อีกอย่างเรื่องของความตรงต่อเวลา ก็ต้องยกให้จริงๆ ครับ
อย่างเวลาที่นัดกันมาทำงานตี 3 ก็ลงมาพร้อมเพรียงกันทุกคน และพร้อมที่จะเริ่มงาน แต่ก็จะยุ่งแต่เรื่อง deal หน่อยครับ ซึ่งต้องบอกว่าเยอะครับเมื่อเทียบกับเวลาการทำงานที่เรามีค่อนข้างน้อย ญี่ปุ่นเองก็มีขั้นตอนเยอะกว่าจะตอบอะไรเราสักเรื่อง ค่อนข้างช้ากว่าบ้านเรามาก ไม่รู้ว่าบ้านเราถนัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เลยเก่งเวลาที่ต้องทำงานที่มีเวลาน้อยๆ เร่งมากๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้
ส่วนที่จีน ก็คงอดที่จะไม่พูดถึงความเจริญก้าวหน้าที่รวดเร็วบวกกับความใหญ่โตของบ้านเมืองไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วจีนมาเจริญมากๆ ก็สัก 10 กว่าปีมานี้เองครับ ทุกอย่างถูกปรับปรุงเป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสายไฟ และสายโทรศัพท์ก็ถูกย้ายลงใต้ดิน ทางเดินทางเท้าก็เป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว
ผมได้เห็นสนามบินที่จีน ไม่ว่าจะเป็นที่เซี่ยงไฮ้ ทั้ง 2 สนามบิน ก็ใหญ่โตมโหฬาร ที่ปักกิ่งเองหรือที่กวางโจวก็ใหญ่โตสวยงามครับ เรียกว่าที่จีน ทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็นจริงๆ ครับ ไม่เว้นแม้แต่ Exhibition Center ที่กวางโจว ก็ใหญ่กว่าที่อิมแพ็คบ้านเราสัก 3-4 เท่าได้ครับ
แต่อย่างที่ทราบครับ ว่ามาตรฐานการทำงานของจีนก็ยังมีปัญหา ยกตัวอย่างการทำงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ถึงแม้จะมีคนงานเยอะแต่ก็ทำได้ค่อนข้างช้ากว่าบ้านเรา ทุกอย่างเราต้องลงมาดูรายละเอียดเอง ความประณีตก็ยังแพ้บ้านเราอย่างมากครับรวมถึงเวลาไปจีน ผมก็ต้องเอาทีมของอินเด็กซ์ที่พูดภาษาจีนได้ไปด้วย เพื่อเอาไว้ไปเจรจาต่อรองกับ Supplier หรือเจ้าหน้าที่ของจีน ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษอยู่อย่างมาก
ในภาพรวมแม้จีนจะแซงหน้าญี่ปุ่นในแง่ของความใหญ่ของเศรษฐกิจไปแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจีนจะทำทุกอย่างได้เหนือกว่าญี่ปุ่นทุกเรื่อง อย่างน้อยมาตรฐานการทำงาน สินค้า หรือมาตรฐานของคนจีนก็ยังห่างไกลญี่ปุ่นอีกหลายช่วงตัว
จีนเองคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ ที่จะสร้างคนหรือมาตรฐานการทำงานต่างๆ ให้ทัดเทียมกับ ประเทศที่มีมาตรฐานสูงๆ เพราะด้วยจำนวนประชากรหลายพันล้านคนของจีนเอง คงไม่ง่ายที่จะทำได้ในเวลาอันใกล้นี้
ประเทศเราเอง คนจีนก็มองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ขนาดปลอมสินค้าไทย ใส่ภาษาไทยเข้าไปในสินค้าแล้วบอกว่านำเข้าจากประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสดีของประเทศเราที่จะคิดบุกตลาดจีนบ้าง เพราะคนจีนมองเราแบบนั้นจริงๆ ครับ เราไปโกยเงินจากจีนกันเถอะครับ
ผมเห็นว่า การทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก หรืองานใหญ่ก็ตาม ต้องทำด้วยความตั้งใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียดให้มากๆ เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิด การวางแผน และการประมวลความคิดให้ออกมาเป็นก้อนเดียว เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งทรัพยากรบุคคลไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือแรงงานของเราเองก็เช่นเดียวกัน ต้องฝึก และปลูกฝัง โดยการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร เพื่อให้เขาได้ซึมซับการทำงาน ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างที่อินเด็กซ์เราก็มีวิถีการทำงานของเราในลักษณะนี้เช่นกัน









