วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อสามเกลอมาเจอกัน

เผอิญผมอาจจะคิดมากและเห็นว่าข่าวทั้งสามสามารถปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวน่าสนใจและอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

อ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าวันนี้ (27 เม.ย. 55)  เจอข่าวที่หลายคนอาจมองข้ามเพราะเห็นว่าไกลตัวอยู่ข่าวหนึ่ง  แล้วก็เจออีกข่าวหนึ่งซึ่งผู้คนน่าจะให้ความสนใจมากกว่า  อ่านไปเรื่อยๆ ก็เจออีกข่าวหนึ่งซึ่งเล็กลงมาหน่อยและเชื่อว่าผู้คนทั่วไปคงจะมองข้ามไป  เผอิญผมอาจจะคิดมากและเห็นว่าข่าวทั้งสามสามารถปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวน่าสนใจและอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง  ขอสัญญาว่าไม่เป็นกรณีจับแพะชนแกะแน่นอน  ส่วนท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อหรือไม่อย่างไรก็ขอ leave it with you แล้วกันนะครับ

 

 

ข่าวแรก เป็นเรื่องของการขาดดุลการค้าเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  และก็มีหัวข่าวรอง "ปลอบใจ" ว่า  ตัวเลขมันน่าจะดีขึ้นในช่วงหลังของปี 2555  ข่าวที่สอง เป็นเรื่องที่บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งออกมาเตือนว่า หุ้นไทยราคาเข้าข่าย "แพง" แล้ว  และข่าวที่สาม เป็นข่าวเรื่องความพยายามจะนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ "ลงทุน" ในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อการพัฒนาต่อไป  สามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร ผมขออนุญาต “ปะติดปะต่อ” เลยนะครับ

 

 

ตอนนี้ทุกคนไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามคงจะต้องรู้สึกไม่มากก็น้อยว่าของแพงขึ้นทุกวัน  และดูเหมือนว่ายังไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม  และ "คิดใหม่ทำใหม่" เลย  ในปีก่อน (2554) ผมจำได้ว่า  ผมได้ออกมาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบถึงเรื่องเงินเฟ้ออยู่ 2 ครั้ง  และผมก็ได้เตือนว่าจะทำอย่างไรในการรับมือกับสภาวะข้าวของแพงดังกล่าว และยังได้บอกว่า สำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างผมได้รับการสั่งสอนมาว่า  ในบรรดาปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งหมด  ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่แก้ไขยากที่สุด  และหากคุมไม่ได้ เอาไม่อยู่  จะมีอานุภาพการทำลายล้างระบบเศรษฐกิจที่รุนแรง

 

 

ใจจริงอยากจะเขียนเรื่องเงินเฟ้อนี้อีกที  แต่มาคิดว่าได้เตือนไปแล้วล่วงหน้า 2 ครั้งน่าจะเพียงพอ  หากจะลองหามาตรการแบบช่วยชาวบ้านให้บรรเทาความเดือดร้อน  เดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวก "ไม่ปรองดอง"  แล้วก็ let it be บังเอิญเจอข่าว 3 ข่าวข้างต้นก็เลยเอามาผูกกัน  แล้วเตือนพวกท่านเพิ่มเติมน่าจะดีกว่านะครับ  

 

การที่จะ "เอาอยู่"  ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค ผู้ดำเนินนโยบายก็คงต้องควบคุมการใช้จ่าย (Government Expenditure; G) เก็บภาษี (T) ให้มากขึ้น  ทางด้านนโยบายการเงินก็คงต้องชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจด้วยการควบคุมการขยายตัวของปริมาณเงิน (Money Supply) ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นปัญหาเงินเฟ้อประเภทที่มาจากอุปสงค์ (Demand Pull inflation)  ถึงแม้ว่าภาวะของแพงปัจจุบันจะออกมาเป็นแบบ (Cost Push) มากกว่าก็ตาม  ก็ไม่ใช่หมายความว่า  ผู้ดำเนินนโยบายจำเป็นต้อง “เร่งไฟ” ด้วยการทำ G ให้สูงขึ้น และ T น้อยลง (เนื่องมาจากไพร่ฟ้าหน้าเหี่ยว)  หรือจะต้องหาลู่ทางในการ “แคะกระปุก” เอาทุนสำรองออกมา “ลงทุน” ในตอนนี้นั่นคือที่มาที่ไปของข่าวที่ดูเหมือนเล็ก (เพราะว่าไม่เข้าใจผลกระทบต่อไป)  เรื่องมีความพยายามจะนำเงินทุนสำรองมาใช้

 

 

หากอ่านข่าวให้ดี  ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ให้ข้อมูลที่ดีมากแล้ว มีเหตุและผลของดำริดังกล่าวเพียงแต่ผมอยากจะบอกว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีลักษณะเป็นสากล

 

 

ข่าวเรื่องการขาดดุลการค้าก็น่าจะเป็นปัจจัยเสริมส่งให้ภัยคุกคามเงินเฟ้อมีมากขึ้น  การขาดดุลการค้าก็เหมือนใช้จ่ายมากกว่ารายรับจากการขายสินค้า จริงอยู่เงินทุนสุทธิอาจจะยังเป็นบวก คือเงินเข้ามากกว่าเงินออก จะยังทำให้ดุลการชำระเงินดีอยู่ แต่ก็น่าจะแย่ลงหากคำปลอบใจว่า “ไม่ต้องห่วง” สภาวะดุลการค้าจะดีขึ้นภายหลังไม่เป็นจริง  หากเรากำลังเดินทางไปสู่การสูญเสียดุลยภาพภายใน (คุมเงินเฟ้อไม่อยู่, ใช้จ่ายภาครัฐมากขึ้นเพื่อดูแลนโยบายประชานิยม และอาจถึงระดับรุนแรงหากการเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหรือตามไม่ทันการขยาย G)  เรื่องดุลการค้าขาดดุลและดำริเรื่องการใช้ทุนสำรองของประเทศไป “ลงทุน” น่าจะเป็นสิ่งที่ผมขอเรียกว่า beginning of the end  ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ  การสูญเสียดุลยภาพภายนอก

 

 

ตลาดการเงิน (Financial Market) ซึ่งหมายรวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน  (FX)  ตลาดทุน (Equity)  ตลาดตราสารหนี้ (Debt)  มักมีปฏิกิริยาล่วงหน้าผลลัพธ์เสมอ  ดังนั้นหากเราสูญเสียทั้งดุลยภาพภายนอกและภายในในอนาคต  ตลาดย่อมมีปฏิกิริยาต่อการคาดการณ์นั้นในวันนี้  และนั่นคือที่มาของข่าวเรื่องหุ้นไทยอาจจะแพงไปแล้ว

 

 

หากผมจะขออนุญาตเรียนแนะนำว่าจะต้องทำตัวอย่างไร  ขอแนะนำตรงๆ (อย่าโกรธกันนะครับ) ดังนี้ 

 

1) หากซื้อหุ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2552-2554 ก็ควรทำกำไร (take profit) ได้แล้ว  หากยังไม่ได้ซื้อและอยากจะเข้าตอนนี้ก็ขอให้   คิดให้จงหนัก

 

2) ถึงแม้ว่าอิทธิพลของข่าวการไหลเวียนของทุน (Capital Flow) ที่จะเข้ามาเอเชียเนื่องจากเศรษฐกิจอเมริกายังไม่กระเตื้องซักเท่าไหร่  และยุโรปที่ยังเมาหมัดไม่รู้จะไปทางไหน  แต่ก็อย่าลืมว่าเอเชียไม่ใช่มีเฉพาะเรา มีอีกหลายประเทศที่ “ดูดี” กว่าเรานะครับ  คืออย่าไป “หวังน้ำบ่อหน้า” เลยครับ

 

3) อาจต้องกระจายการลงทุน (diversify) ไปลงทุนต่างประเทศบ้าง  มี บลจ.บางแห่งที่มีโปรแกรมการลงทุนต่างประเทศที่ “เข้าท่า” ก็ลองค้นหาดู  คงไม่ต้องถึงขนาดเดินทางทั่วโลก  หรือซื้อทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกก็ได้ครับ

 

4) หากเกิดขึ้นจริงตามที่ผม “ปะติดปะต่อ” ค่าของเงินบาทก็คงได้รับแรงกดดัน  ทำให้เงินบาทอ่อนลง  ดังนั้นก็ควรที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคงต้องบริหารจัดการความเสี่ยงไว้บ้าง  คนที่ต้องซื้อเงินตราต่างประเทศ  จะซื้อไว้สักครึ่งหนึ่งหรือเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

 

และหากสิ่งที่ผมเรียนไม่เกิดขึ้น  ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำกำไรในตลาดหุ้น  การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือการบริหารความเสี่ยงตัวเองจากอัตราแลกเปลี่ยน  ผมเชื่อว่าเป็นหนทางที่ทำให้ท่านไม่ประมาทนะครับ