เผอิญผมอาจจะคิดมากและเห็นว่าข่าวทั้งสามสามารถปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวน่าสนใจและอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
อ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าวันนี้ (27 เม.ย. 55) เจอข่าวที่หลายคนอาจมองข้ามเพราะเห็นว่าไกลตัวอยู่ข่าวหนึ่ง แล้วก็เจออีกข่าวหนึ่งซึ่งผู้คนน่าจะให้ความสนใจมากกว่า อ่านไปเรื่อยๆ ก็เจออีกข่าวหนึ่งซึ่งเล็กลงมาหน่อยและเชื่อว่าผู้คนทั่วไปคงจะมองข้ามไป เผอิญผมอาจจะคิดมากและเห็นว่าข่าวทั้งสามสามารถปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวน่าสนใจและอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ขอสัญญาว่าไม่เป็นกรณีจับแพะชนแกะแน่นอน ส่วนท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อหรือไม่อย่างไรก็ขอ leave it with you แล้วกันนะครับ
ข่าวแรก เป็นเรื่องของการขาดดุลการค้าเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และก็มีหัวข่าวรอง "ปลอบใจ" ว่า ตัวเลขมันน่าจะดีขึ้นในช่วงหลังของปี 2555 ข่าวที่สอง เป็นเรื่องที่บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งออกมาเตือนว่า หุ้นไทยราคาเข้าข่าย "แพง" แล้ว และข่าวที่สาม เป็นข่าวเรื่องความพยายามจะนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ "ลงทุน" ในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อการพัฒนาต่อไป สามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร ผมขออนุญาต “ปะติดปะต่อ” เลยนะครับ
ตอนนี้ทุกคนไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามคงจะต้องรู้สึกไม่มากก็น้อยว่าของแพงขึ้นทุกวัน และดูเหมือนว่ายังไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม และ "คิดใหม่ทำใหม่" เลย ในปีก่อน (2554) ผมจำได้ว่า ผมได้ออกมาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบถึงเรื่องเงินเฟ้ออยู่ 2 ครั้ง และผมก็ได้เตือนว่าจะทำอย่างไรในการรับมือกับสภาวะข้าวของแพงดังกล่าว และยังได้บอกว่า สำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างผมได้รับการสั่งสอนมาว่า ในบรรดาปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งหมด ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่แก้ไขยากที่สุด และหากคุมไม่ได้ เอาไม่อยู่ จะมีอานุภาพการทำลายล้างระบบเศรษฐกิจที่รุนแรง
ใจจริงอยากจะเขียนเรื่องเงินเฟ้อนี้อีกที แต่มาคิดว่าได้เตือนไปแล้วล่วงหน้า 2 ครั้งน่าจะเพียงพอ หากจะลองหามาตรการแบบช่วยชาวบ้านให้บรรเทาความเดือดร้อน เดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวก "ไม่ปรองดอง" แล้วก็ let it be บังเอิญเจอข่าว 3 ข่าวข้างต้นก็เลยเอามาผูกกัน แล้วเตือนพวกท่านเพิ่มเติมน่าจะดีกว่านะครับ
การที่จะ "เอาอยู่" ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค ผู้ดำเนินนโยบายก็คงต้องควบคุมการใช้จ่าย (Government Expenditure; G) เก็บภาษี (T) ให้มากขึ้น ทางด้านนโยบายการเงินก็คงต้องชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจด้วยการควบคุมการขยายตัวของปริมาณเงิน (Money Supply) ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นปัญหาเงินเฟ้อประเภทที่มาจากอุปสงค์ (Demand Pull inflation) ถึงแม้ว่าภาวะของแพงปัจจุบันจะออกมาเป็นแบบ (Cost Push) มากกว่าก็ตาม ก็ไม่ใช่หมายความว่า ผู้ดำเนินนโยบายจำเป็นต้อง “เร่งไฟ” ด้วยการทำ G ให้สูงขึ้น และ T น้อยลง (เนื่องมาจากไพร่ฟ้าหน้าเหี่ยว) หรือจะต้องหาลู่ทางในการ “แคะกระปุก” เอาทุนสำรองออกมา “ลงทุน” ในตอนนี้นั่นคือที่มาที่ไปของข่าวที่ดูเหมือนเล็ก (เพราะว่าไม่เข้าใจผลกระทบต่อไป) เรื่องมีความพยายามจะนำเงินทุนสำรองมาใช้
หากอ่านข่าวให้ดี ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ให้ข้อมูลที่ดีมากแล้ว มีเหตุและผลของดำริดังกล่าวเพียงแต่ผมอยากจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีลักษณะเป็นสากล
ข่าวเรื่องการขาดดุลการค้าก็น่าจะเป็นปัจจัยเสริมส่งให้ภัยคุกคามเงินเฟ้อมีมากขึ้น การขาดดุลการค้าก็เหมือนใช้จ่ายมากกว่ารายรับจากการขายสินค้า จริงอยู่เงินทุนสุทธิอาจจะยังเป็นบวก คือเงินเข้ามากกว่าเงินออก จะยังทำให้ดุลการชำระเงินดีอยู่ แต่ก็น่าจะแย่ลงหากคำปลอบใจว่า “ไม่ต้องห่วง” สภาวะดุลการค้าจะดีขึ้นภายหลังไม่เป็นจริง หากเรากำลังเดินทางไปสู่การสูญเสียดุลยภาพภายใน (คุมเงินเฟ้อไม่อยู่, ใช้จ่ายภาครัฐมากขึ้นเพื่อดูแลนโยบายประชานิยม และอาจถึงระดับรุนแรงหากการเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหรือตามไม่ทันการขยาย G) เรื่องดุลการค้าขาดดุลและดำริเรื่องการใช้ทุนสำรองของประเทศไป “ลงทุน” น่าจะเป็นสิ่งที่ผมขอเรียกว่า beginning of the end ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ การสูญเสียดุลยภาพภายนอก
ตลาดการเงิน (Financial Market) ซึ่งหมายรวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ตลาดทุน (Equity) ตลาดตราสารหนี้ (Debt) มักมีปฏิกิริยาล่วงหน้าผลลัพธ์เสมอ ดังนั้นหากเราสูญเสียทั้งดุลยภาพภายนอกและภายในในอนาคต ตลาดย่อมมีปฏิกิริยาต่อการคาดการณ์นั้นในวันนี้ และนั่นคือที่มาของข่าวเรื่องหุ้นไทยอาจจะแพงไปแล้ว
หากผมจะขออนุญาตเรียนแนะนำว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ขอแนะนำตรงๆ (อย่าโกรธกันนะครับ) ดังนี้
1) หากซื้อหุ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2552-2554 ก็ควรทำกำไร (take profit) ได้แล้ว หากยังไม่ได้ซื้อและอยากจะเข้าตอนนี้ก็ขอให้ คิดให้จงหนัก
2) ถึงแม้ว่าอิทธิพลของข่าวการไหลเวียนของทุน (Capital Flow) ที่จะเข้ามาเอเชียเนื่องจากเศรษฐกิจอเมริกายังไม่กระเตื้องซักเท่าไหร่ และยุโรปที่ยังเมาหมัดไม่รู้จะไปทางไหน แต่ก็อย่าลืมว่าเอเชียไม่ใช่มีเฉพาะเรา มีอีกหลายประเทศที่ “ดูดี” กว่าเรานะครับ คืออย่าไป “หวังน้ำบ่อหน้า” เลยครับ
3) อาจต้องกระจายการลงทุน (diversify) ไปลงทุนต่างประเทศบ้าง มี บลจ.บางแห่งที่มีโปรแกรมการลงทุนต่างประเทศที่ “เข้าท่า” ก็ลองค้นหาดู คงไม่ต้องถึงขนาดเดินทางทั่วโลก หรือซื้อทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกก็ได้ครับ
4) หากเกิดขึ้นจริงตามที่ผม “ปะติดปะต่อ” ค่าของเงินบาทก็คงได้รับแรงกดดัน ทำให้เงินบาทอ่อนลง ดังนั้นก็ควรที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคงต้องบริหารจัดการความเสี่ยงไว้บ้าง คนที่ต้องซื้อเงินตราต่างประเทศ จะซื้อไว้สักครึ่งหนึ่งหรือเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
และหากสิ่งที่ผมเรียนไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำกำไรในตลาดหุ้น การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือการบริหารความเสี่ยงตัวเองจากอัตราแลกเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเป็นหนทางที่ทำให้ท่านไม่ประมาทนะครับ








