ฐานผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น มีขนาดใหญ่ทั้งด้านจำนวนและปริมาณของเงินลงทุน แต่ไม่มีเครื่องมือใดๆ ในการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนะคะ สำหรับการดำเนินงานของตลาดอนุพันธ์ ซึ่งเปิดดำเนินงานมาครบ 6 ปีแล้วนับตั้งแต่ 28 เม.ย. 2549 อาจถือได้ว่า เป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของตลาดทุนไทย ที่แต่เดิมนั้นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมีเพียงหุ้นและตราสารหนี้ โดยตลาดหลักทรัพย์ รู้จักกันในนามของตลาดหุ้น ขณะที่ตลาดตราสารหนี้เป็นการซื้อขายในรูปแบบโอทีซี ระหว่างธนาคารพาณิชย์กับผู้ลงทุนสถาบัน ส่วนเครื่องมือในการบริหารเงินลงทุนและเพิ่มผลตอบแทน เช่น ฟิวเจอร์สและออปชั่น ที่แพร่หลายในต่างประเทศนั้น ยังเป็นเรื่องใหม่และไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เมื่อตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX ได้เริ่มดำเนินงาน จนมาถึงในปัจจุบันนี้ นับว่าตลาดทุนไทยมีพัฒนาการที่เติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งด้านของประเภทเครื่องมือและสินทรัพย์ เพื่อการลงทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง และการบริหารอัตราผลตอบแทน ให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการ
ในขณะนั้น เนื่องจากฐานผู้ลงทุนในตลาดหุ้นของไทยนั้น มีขนาดใหญ่ทั้งด้านจำนวนและปริมาณของเงินลงทุน แต่กลับไม่มีเครื่องมือใดๆ ในการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย ตลาดอนุพันธ์จึงพิจารณาเปิดตัวในช่วงแรกด้วยอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุน คือ SET50 Index Futures ซึ่งเป็นสินค้าตัวแรกและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ส่วนอนุพันธ์ลำดับถัดมา ได้แก่ SET50 Index Options และ Single Stock Futures ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นในกลุ่มของดัชนี SET50 จำนวน 30 หุ้น ซึ่งสินค้าทั้งสองประเภทนี้มีโอกาสที่จะเติบโตสูงขึ้นในอนาคต
หลังจาก 3 ปีแรกที่มุ่งเน้นขยายฐานผู้ลงทุนด้านตราสารทุน ตลาดอนุพันธ์ได้ก้าวเข้าสู่สินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีคุณสมบัติในการกระจายเงินลงทุนและเป็นที่แพร่หลายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะทองคำแท่งที่แปลงสภาพไปเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของการลงทุนในทศวรรษนี้ อันเนื่องมาจากอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดอนุพันธ์ได้จัดให้มีการซื้อขาย Gold Futures อ้างอิงตามมาตรฐานไทยที่ความบริสุทธิ์ 96.5% และน้ำหนัก 50 บาทหรือ 762.20 กรัม เมื่อต้นปี 2552 นี่จึงถือเป็นนวัตกรรมที่ผู้ลงทุนไทยสามารถเข้าถึงตลาดทุนผ่านสินทรัพย์ที่ตนคุ้นเคยและผูกพันกันมาอย่างยาวนาน เช่น ทองคำ
ในขณะเดียวกันนโยบายที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านทองคำเข้ามาร่วมพัฒนาตลาดในฐานะโบรกเกอร์นั้น ได้ส่งผลดีต่อพัฒนาการของตลาดอนุพันธ์และตลาดทองคำแท่งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับนั้นได้สะท้อนกลับไปยังผู้ลงทุนที่สามารถมีทางเลือกการลงทุนในทองคำได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งทองคำแท่ง Gold Futures และ Gold ETF ซึ่งทัดเทียมกับตลาดชั้นนำในต่างประเทศ
ในปี 2554 ฟิวเจอร์สของโลหะเงินและน้ำมันดิบ Brent ได้เปิดตัวพร้อมๆ กับที่ตลาดอนุพันธ์ได้เพิ่มเวลาการซื้อขายในภาคค่ำ (Night Session) ระหว่าง 19.30-22.30 น. นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่สามารถซื้อขายในช่วงนอกเวลาทำการปกติ ทำให้ผู้ลงทุน มีโอกาสในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของอนุพันธ์ ที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่นในช่วงที่ตลาดอนุพันธ์สหรัฐอเมริกา เริ่มเปิดทำการซึ่งเป็นเวลากลางคืนในประเทศไทย และยังเป็นตลาดที่มีอิทธิพลในการชี้นำราคาในตลาดโลก ในปัจจุบัน Gold Futures, Silver Futures และ Oil Futures ซื้อขายได้ทั้งในเวลาทำการปกติและช่วงกลางคืน โดยในปี 2554 ปริมาณการซื้อขายในช่วงกลางคืนนั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 43 ของการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
ส่วนปี 2555 ตลาดอนุพันธ์ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อเปิดซื้อขายสัญญาซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้า หรือ USD Futures โดยอาจถือได้ว่า เป็นการปฏิวัติรูปแบบของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย อนุญาตให้ชาวไทยสามารถซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้าได้อย่างเสรี ในตลาดอนุพันธ์ภายใต้กรอบที่กำหนด โดยสรุป สินค้าที่ตลาดอนุพันธ์ให้บริการนั้น ครอบคลุมทุกตลาดที่สำคัญๆ เช่นเดียวกับตลาดอนุพันธ์ในต่างประเทศ ได้แก่ ตลาดตราสารทุน (SET50 Futures/Options และ Stock Futures) ตลาดตราสารหนี้ หรืออัตราดอกเบี้ย (5Y Govt Bond Futures, 6M THBFIX Futures และ 3M BIBOR Futures) ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (50Baht Gold Futures, 10Baht Gold Futures, Silver Futures และ Brent Crude Oil Futures) และอัตราแลกเปลี่ยน (USD Futures)
ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ได้ดำเนินงานมานั้น ดิฉันเชื่อว่า ตลาดอนุพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทย จากการเฝ้ามองพัฒนาการที่เกิดขึ้นของอุตสาหกรรมนี้ ก็ได้พบถึงระดับของศักยภาพการเติบโตที่เพิ่มขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และการเตรียมความพร้อม เพื่อรับกับกระแสการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการที่เป็นโบรกเกอร์ สถาบันการเงิน ผู้ลงทุนสถาบัน ได้เริ่มต่อยอดธุรกิจของตนเองในการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีความหลากหลาย ได้แก่ OTC Products, การออกสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละประเภท
รวมทั้งการปรับปรุงช่องทางและคุณภาพของข้อมูลให้กับลูกค้า ด้านผู้ลงทุน มีความใฝ่รู้ หาข้อมูลอย่างจริงจังเพื่อการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่บุคลากรในอุตสาหกรรมเริ่มตื่นตัวในการปรับปรุงคุณภาพ และเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ ที่ต้องปรับตัวเตรียมรับกับการแข่งขัน จากผู้ประกอบการต่างประเทศ อันเป็นผลจากนโยบายของผู้กำกับดูแล ในการเปิดเสรีการลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์ทั่วโลก ดิฉันยังคงเชื่อว่า การปรับตัวของตลาดทุนไทย เป็นกระบวนการที่จะต้องก้าวต่อไป และเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้นตามกระแสของการแข่งขัน จากทั้งในและต่างประเทศ เป็นความท้าทายที่ท่านได้เตรียมพร้อมหรือยังคะ









