จากตอนที่แล้วผมได้พูดถึงงานอีเวนท์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 2 งาน ที่อังกฤษ คือ งานฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปีของ Queen Elizabeth II
และงาน London Olympics 2012 กับการให้ความสำคัญในการวางแผน และการทำประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานอีเวนท์ใหญ่ๆ ที่จะต้องทำการบ้านหนักเป็นอย่างมาก
ครั้งนี้ผมขอพูดถึงประสบการณ์ในอังกฤษกันต่อ อย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วว่าผมมีโอกาสเดินทางมาอังกฤษบ่อยที่สุด ตกปีละ 2 ครั้ง เหตุผลหลัก คือ คุณลูกสาวเรียนอยู่ที่นั้น บางครั้งผมก็บินมาในเรื่องของธุรกิจ มาดู Trade Shows เป็นหลัก ผมได้เห็นประเทศอังกฤษในหลากหลายมุม ได้ไปเที่ยวเมืองต่างๆ ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ ก็สนุกไปอีกแบบ ชมเมืองใหญ่หรือหมู่บ้านตามชนบทต่างๆ
รับรองว่าถ้ามีโอกาสได้มาแบบนี้ คุณจะหลงรักเลยล่ะครับ ด้วยความที่ผู้คนที่นี่น่ารัก ยิ่งช่วงเดือนพฤษภาคม อากาศจะดีมาก กว่าจะมืดก็ 3 ทุ่ม ยิ่งสนุกไปกันใหญ่ ทำให้เที่ยวได้เยอะ จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนไทยชอบมาที่นี่กันนัก
ลอนดอนกำลังจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปีนี้ ซึ่งตอนนี้เมืองกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ รถใต้ดินที่เป็น Mass Transit หลักที่จะพาผู้เข้าชมมุ่งสู่ Olympic Complex ก็อยู่ในช่วงปรับปรุง สถานีสำคัญๆ บางสถานีถึงกับปิดซ่อมกันเลย จริงๆ ผมเห็นเขาปรับปรุงอยู่ตลอด เนื่องจาก Tube หรือ รถไฟใต้ดิน (Underground) มีอายุการใช้งานมาเป็น 100 ปีแล้ว ทำให้สถานีส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็ก จะขยับขยายก็ลำบาก เพราะติดสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีอายุหลายร้อยปี
ลอนดอน ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของละครเวทีทุกรูปแบบ และแสดงกันมาเป็นร้อยปีเช่นกัน นับตั้งแต่สมัย เชคสเปียร์ ที่ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นตัวดึงดูดความสนใจ สามารถดึงเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้อย่างง่ายๆ ทีลอนดอนมีละครให้ดูถึง 30-40 เรื่อง ซึ่งเล่นกันทุกวัน บางวันถึงกับเพิ่มรอบบ่ายเข้าไปอีก บางเรื่องก็เล่นกันมายาวนานมาก อย่างเรื่อง Phantom of the Opera ปีนี้ฉลองครบรอบ 25 ปี เท่ากับเรื่อง Les Misérables ซึ่งถือว่าเล่นมายาวนานที่สุดแล้ว ผมได้ชม Phantom of the Opera 2 ครั้ง ที่ลอนดอน และนิวยอร์ก บอกได้เลยว่ายิ่งใหญ่มากๆ มีความคลาสสิก ทั้งบทละคร เพลง นักแสดง ฉาก
และการดีไซน์ที่เหนือจินตนาการจริงๆ เมื่อปีที่แล้วผมได้ชม Love Never Dies ที่เป็นตอนต่อของ Phantom of the Opera ผู้สร้างคือ Lloyd Webber ซึ่งเป็นผู้สร้างเดียวกับ Phantom of the Opera โปรดักชั่นก็ทุ่มทุนสร้าง ทั้งเรื่องของเทคนิคสมัยใหม่มาเพิ่มเสริมเติมแต่ง แต่ปรากฏว่าเล่นได้ปีกว่าๆ ก็โบกมือลาโรงไปแล้ว โอเคครับ ว่าอาจจะเปรียบเทียบในความคลาสสิกกับเรื่องเดิมไม่ได้ แต่ผมว่าถ้าที่คนชอบดูโปรดักชั่นอย่างผม ก็น่าเสียดายแทนผู้ที่ไม่ได้มีโอกาสชม เพราะเรื่องของครีเอทีฟนั้น เขาทำได้ดีมากๆ แต่ทำไมคนถึงไม่ชอบก็ไม่รู้
ละครเรื่องแรกที่ผมได้มาชมเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ก็ที่ลอนดอนครับ คือ เรื่อง Cats The Musical ต้องบอกเลยว่าไม่ประทับใจเลย จำได้แม่นว่าจ่ายค่าตั๋วเท่ากับพวกที่นั่งแถวหน้า แต่ที่นั่งแย่สุดๆ แถมละครก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี จะถามใครก็ไม่ค่อยมีใครเคยดูกัน แต่เพราะเราเห็นละครเรื่องนี้เล่นกันมาเป็น 10 ปีแล้ว ก็เลยตัดสินใจซื้อบัตรเข้าไปดู
ผมโชคดีที่ได้เดินทางค่อนข้างเยอะ จึงได้ดูเรื่องของ Stage Performance มามาก ชนิดที่เรียกว่าดูมาทุกประเภท กล้าพูดได้ว่าเป็นระดับแนวหน้าของประเทศ ไปประเทศไหนต้องขอไปดู ฟังไม่รู้เรื่องไม่ว่ากัน ขอไปชมโปรดักชั่นก็พอแล้ว ขนาดไปมิลาน ที่อิตาลียังไปดูเลย ฟังก็ไม่รู้เรื่อง แต่เห็นบิลบอร์ดสวยก็ไปดูแล้ว ซึ่งก็ดีจริง แบบว่าอาร์ทมากๆ
จีน ก็เป็นประเทศหนึ่งที่เรื่อง Stage Performance มีการพัฒนาไปเยอะมาก ดูแล้วอึ้งมากๆ โปรดักชั่นก็ใหญ่ นักแสดงก็มีความสามารถสูงมากๆ ผมได้ดูทั้งที่เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ต้องบอกว่าไม่น้อยหน้าฝรั่งเลย ที่ปักกิ่ง ผมไปดูมา 2 โชว์ ที่ชอบมากๆ คือ โชว์การต่อสู้ของวัดเส้าหลิน ทั้งบท การแสดง และเทคนิคต่างๆ เรียกว่า จัดเต็ม ต้องบอกว่าจีนไปไกลมากจริงๆ
จากลอนดอนมาจบที่จีน ก็ต้องบอกว่าเรื่องของ Stage Performance เมืองไทยก็ไม่แพ้ใครนะครับ ช่วยกันสนับสนุนกันเยอะๆ จะได้เห็นงานดีๆ ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เห็นได้ว่านอกจากการวางแผนเพื่อการประชาสัมพันธ์สำหรับงานอีเวนท์ยักษ์ใหญ่จะเป็นเรื่องสำคัญแล้ว เรื่องของการที่ช่วยสนับสนุนผู้จัดงาน หรือที่เรียกกันว่า ความร่วมมือ จากกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานอีเวนท์นั้นประสบผลสำเร็จได้เหมือนกัน
และที่สำคัญที่สุดคือ การที่เรารู้จักหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยการออกไปท่องโลกกว้าง เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการไปดูงานของคนอื่นๆ ทั้งไทย และเทศ เพื่อหาสิ่งใหม่ ความรู้ใหม่ๆ ประกอบการทำงาน หรือนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเราเอง เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่เราแค่คนเดียวที่สามารถคิดได้ แต่มีคนอีกเป็นร้อย เป็นพันคนที่สามารถคิดได้เหมือนกัน ถ้าเราทำได้ และสามารถนำมาใช้กับงานเราได้ ก็จะทำให้งานเราพัฒนายิ่งขึ้น ไม่หยุดอยู่กับที่เหมือนกับที่ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ พูดเสมอว่า “Never Stop Creating”









