ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เป็นแนวคิดของผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี 2546
โดยมีเป้าหมายให้บรรลุผลในปี 2558 (ค.ศ. 2015) หรือพร้อมกับอีก 2 เสาหลัก คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political Security Community หรือ APSC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC)
การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานภายในของอาเซียน และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและอำนาจต่อรองให้กับประเทศสมาชิก
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เพียงแต่ไม่ได้มีเงินสกุลเดียวร่วมกันเหมือนเงินยูโร และไม่ได้มีอัตราภาษีร่วมกันสำหรับประเทศนอกกลุ่มสมาชิก
ประชากรของอาเซียนมีจำนวนรวมกันประมาณ 600 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพี ในปี 2554 รวมกันประมาณ 2.07 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 63 ล้านล้านบาท มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 3,416 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 104,200 บาท มีมูลค่าการค้าในปี 2553 ประมาณ 2.12 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 64.58 ล้านล้านบาท เป็นการค้าขายกันเองภายในอาเซียน 25.6% และค้าขายกับประเทศนอกอาเซียน 74.4%
ในบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียนนี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นประเทศที่มีการค้ากับอาเซียนเป็นสัดส่วนสูงที่สุด คือ 62.2% ของการค้าต่างประเทศของ สปป.ลาว ในขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนการค้ากับประเทศในอาเซียนต่ำที่สุด คือ 18% ของการค้าต่างประเทศ และประเทศไทยมีการค้ากับอาเซียนในสัดส่วนต่ำเป็นที่สองรองจากเวียดนาม คือมีสัดส่วน 19.7% ของการค้าต่างประเทศของไทย
สินค้าส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนคือ ผลิตภัณฑ์น้ำมัน รถยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ยาง และชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนสินค้านำเข้าจากลุ่มประเทศอาเซียนจะเป็นก๊าซ แผลวงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และพวกวัสดุการบันทึกเสียง รวมถึงชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน
ไทยเราได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน โดยในปี 2553 เราได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียนประมาณ 11,726 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 357,650 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากทีเดียว โดยเราส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน 44,334 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 32,608 ล้านดอลลาร์ โดยหากนับตามกลุ่มประเทศแล้ว อาเซียนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย
การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ซึ่งธุรกิจไทย ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อม ทั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อสามารถเอื้อให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยคงความเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของอาเซียน
การปรับตัวนั้น ต้องเกิดขึ้นทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ โดยเราไม่สามารถมองข้ามการเข้ามารุกของทุนอาเซียนได้ เพราะหากพิจารณาในด้านของการลงทุน ประเทศไทยมีความน่าสนใจลงทุนค่อนข้างสูง มีปัจจัยแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้ลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนอีกหลายประเทศ ทั้งยังมีฐานประชากรที่มีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างสูง มีกำลังซื้อที่ดี จึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนสิงคโปร์และมาเลเซีย ธุรกิจไทย จึงต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้น
ในเชิงรับนั้น ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัว ควบคุมต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานในสัดส่วนสูง แม้กระทั่งแรงงานต่างด้าวก็เริ่มหายาก ในประเด็นนี้ หากภาครัฐจะเข้ามาช่วยจัดการเรื่อง work permit ให้เป็นระบบ ง่าย มีประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงต่อผู้จ้างงาน ก็จะทำให้ภาคธุรกิจ สามารถปรับตัวรับศึกการแข่งขันได้ดีขึ้น มิฉะนั้น ภายใน 5 ปีนี้ กิจการที่ใช้แรงงานเป็นสัดส่วนสูง อาจจะต้องย้ายไปประเทศอื่นกันหมด
แรงงานไทยสมควรที่จะได้รับการฝึกฝนใหม่ หรือฝึกฝนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ให้เราสามารถก้าวไปเสนอสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจไทยต้องพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมให้เหนียวแน่น โดยเน้นหลัก “ความคุ้มค่า” หรือ “Value for Money” อาศัย คุณภาพ รูปแบบ และความเชื่อถือได้ หรือ Reliability เป็นหลัก โดยพยายามให้ราคายุติธรรม
ในเชิงรุก เราสามารถแสวงหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและมีราคาต่ำกว่าได้ จากประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียนที่มีวัตถุดิบและปัจจัยในการผลิต เช่น อินโดนีเซีย มีถ่านหิน น้ำมัน และฐานประชากรขนาดใหญ่ สปป.ลาว มีพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ ไม้และทองแดง พม่า มีก๊าซ ไม้ ยาง แร่ธาตุ และหินอัญมณี ฟิลิปปินส์ มีไม้ ทองแดง และฐานประชากรขนาดใหญ่ เวียดนาม มีน้ำมัน พืชผลเกษตร และฐานประชากรขนาดใหญ่ บรูไน มีน้ำมัน และมีฐานทุนสูง
นอกจากนี้ ตลาดในประเทศกลุ่มอาเซียนยังน่าสนใจสำหรับผู้ผลิตสินค้าและบริการของไทย สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่นิยมในภูมิภาคอาเซียนค่อนข้างมาก โดยถือเป็นกลุ่มสินค้าคุณภาพดี ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็จะเหมือนกับสินค้าญี่ปุ่นในปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 ที่คนไทยและทั่วโลกต่างก็หลงใหลในตรา “Made in Japan”
เชื่อว่าในขณะนี้ตรา “Made in Thailand” ได้ประทับอยู่ในความรู้สึกที่ดีของผู้บริโภคอาเซียน หากธุรกิจจะศึกษารสนิยมของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียนแต่ละประเทศเพิ่มเติม ก็จะสามารถเจาะตลาดได้มากขึ้น ขยายสาขาไปตั้งร้านค้าของตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งหากตลาดใหญ่มากพอ อาจขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านี้ได้ด้วย
อย่างไรก็ดี คู่แข่งที่จะเจาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน ยังมีประเทศอื่นๆ นอกกลุ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องพัฒนาและศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ตกขอบเวทีอาเซียนค่ะ
ภาครัฐต้องรีบฉวยโอกาสในการใช้ที่ตั้งประเทศที่อยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนให้เป็นประโยชน์ โดยการสร้างและพัฒนาระบบการขนส่ง คมนาคม ให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และคงทน อยากให้เน้นเรื่องความคงทนและความเชื่อถือได้ ไม่ใช่เรื่องราคาถูก เพราะเราจะต้องอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ไปอีกนาน อย่าให้ลูกหลานสาปแช่งได้ในอนาคต









