วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อชาร์ป ไม่ชาร์ป โซนี่ ไม่ซันนี่ แต่ซัมซุงกลับซู่ซ่าส์

เดือนเมษายนนี้ ถึงแม้จะร้อนมาก แต่ก็ไม่น่าเป็นปัญหา สำหรับบอร์ดและผู้บริหารที่ร่วมประชุมสามัญประจำปีกับผู้ถือหุ้น

     ถ้าหากบริษัทสามารถรายงานผลประกอบการสำหรับปี 2554 ที่ผ่านมา ว่าได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าบริษัทขาดทุนและไม่สามารถปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ อากาศในวันประชุม ก็คงจะร้อนเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก
     ผลประกอบการบริษัทไทยเป็นอย่างไรก็พอรู้ๆ กันอยู่ แต่วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านไปติดตามผลประกอบการของยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ซึ่งผมเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ ต้องวางอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบ้านของคุณ นั่นคือ ชาร์ป โซนี่ และ ซัมซุง
     หลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยเราคุ้นเคย และให้ความเชื่อถือสินค้า ชาร์ป และ โซนี่ มาเป็นเวลานาน เพราะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ครองตลาดไม่เฉพาะในไทยเท่านั้น แต่เป็น สองแบรนด์ ในหลายแบรนด์ดังของญี่ปุ่น ที่ขายดีไปทั่วโลก
     ส่วนซัมซุงของเกาหลีนั้น เป็นแบรนด์ระดับรองลงไป มีภาพลักษณ์ของสินค้าที่คุณภาพต่ำกว่าและราคาก็ต่ำกว่า วางตำแหน่งทางการตลาด ในระดับถัดลงมา คนที่เบี้ยน้อยหอยน้อย ก็ต้องเลือกใช้ซัมซุง นี่เป็นสภาพที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีมานี้นี่เอง
     แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อโซนี่พลาด และมีอาการถดถอยลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี ผลิตภัณฑ์หลายชนิดไม่สามารถแข่งขันได้ เช่นสมัยก่อน เวลาเราไปเดินเลือกซื้อโทรทัศน์ คำว่า “โซนี่” จะได้รับความนิยมเป็นชื่อแรกๆ เลยทีเดียว แต่ปัจจุบัน ธุรกิจโทรทัศน์ของโซนี่ กลับไม่ประสบความสำเร็จ และเป็นหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่องกันเป็นเวลาถึง 8 ปี ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของซัมซุง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ 
     ช่วงสงกรานต์ไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายน นี้เอง ซีเอฟโอของ โซนี่ นายมาซารุ คาโตะ ได้ออกมาแถลงว่ายอดขาดทุนของโซนี่ รอบหนึ่งปีนับจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 มีจำนวนสูงถึง 520 พันล้านเยน ซึ่งสูงกว่ายอดขาดทุนที่ได้คาดการณ์ไว้ (ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์) ถึงหนึ่งเท่าตัว
     ผู้บริหารโซนี่อธิบายว่าที่ขาดทุนมากขนาดนั้น ก็เพราะ ค่าเงินเยนแข็ง สึนามิในญี่ปุ่น และน้ำท่วมในไทย (แหม...อุตส่าห์ได้รับเกียรติกับเขาไปด้วย!)  แต่จะขาดทุนด้วยเหตุใดก็ตาม ราคาหุ้นโซนี่ก็ได้ตกลงมามากแล้ว เพราะขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน 
     ทำให้โซนี่ ซึ่งเมื่อปี ค.ศ. 2000 มีมูลค่ากิจการเท่ากับ 200 พันล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 20 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ในขณะที่มูลค่ากิจการซัมซุง วันนี้ อยู่ที่ 170 พันล้านดอลลาร์  และโซนี่เพิ่งประกาศลดพนักงานลง 10,000 คน รวมทั้งอันดับเครดิตของโซนี่ก็ถูกลดเหลือ BBB+ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดย S&P และอาจถูกปรับลดลงไปอีก ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ในขณะที่อันดับเครดิตของซัมซุงนั้น อยู่ที่ A
     ส่วนชาร์ป ก็รายงานในเดือนนี้ ว่ายอดขาดทุน ในระยะหนึ่งปีนับจนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ เป็นเงินถึง 380 พันล้านเยน ซึ่งสูงกว่าการขาดทุนที่ได้คาดไว้ ถึง 31% และระบุว่าธุรกิจโทรทัศน์ LCD นั้นมีปัญหามากเช่นกัน
     ในขณะที่สินค้า แบรนด์รอง วันนี้กลับกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่น เพราะ ซัมซุง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก คุณภาพดีวันดีคืน วันนี้ภาพลักษณ์เก่าหายไปหมดสิ้น ในช่วงเวลาเพียงประมาณสิบปีเท่านั้น ซัมซุงก้าวเข้ามาเป็นผู้นำสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เชือดสินค้าแบรนด์ดังของญี่ปุ่น ได้อย่างน่าไม่น่าเชื่อ
     ความจริง อากาศในญี่ปุ่นกำลังสบายมาก เพราะดอกซากุระบานสดสวย แต่สำหรับผู้บริหารชาร์ปและโซนี่ ความรู้สึกคงเหมือนอยู่ประเทศไทยในยามสงกรานต์ คือ ร้อนจนไม่อยากขยับตัว ส่วนผู้บริหารซัมซุง ก็น่าจะสบายใจ เดินถ่ายภาพซากุระบาน ด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบ
     เพราะต้นเดือนนี้ ซัมซุงได้ประกาศว่ากำไรไตรมาสแรก ของปีนี้ มีมูลค่าประมาณ 5.15 พันล้านดอลลาร์ มากกว่ากำไรไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา ถึง 99.6%
     บทเรียนเรื่องนี้ก็คือ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ไม่นานมานี้เองมิใช่หรือ ที่โซนี่วอล์คแมนเป็นสุดยอดของนวัตกรรม ไม่นานมานี้เองมิใช่หรือ ที่ซัมซุงเป็นเพียงสินค้าคนละคลาสกับโซนี่ แต่วันนี้เหตุการณ์ทั้งหมดพลิกผัน และไม่น่าเชื่อว่า การสร้างปาฏิหาริย์ของซัมซุง สามารถทำได้ในเวลาเพียงสิบปีเศษเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่นานเลย
     ไม่เพียงแบรนด์ซัมซุงเท่านั้น แต่ ประเทศเกาหลี เอง ก็ยังสร้าง กระแสวัฒนธรรม ให้เผยแพร่ไปได้ในระดับโลก ในเวลาอันสั้นเช่นกัน  ด้านเศรษฐกิจ นั้นถ้าพูดภาษาเครดิตเรทติ้ง ก็ต้องพูดว่า เกาหลีฟื้นจากประเทศระดับ “ขยะ”  คือ BB+ ในช่วงวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย มาเป็น A ในปัจจุบัน คือขึ้นมา 5 อันดับ ในขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเคยได้ AAA ระดับสูงสุด แต่ปัจจุบันเหลือ AA- คือลดลงมา 3 อันดับ พร้อมทั้งยังมีแนวโน้มเป็น “ลบ” อีกด้วย
     ไม่มีใครทราบว่า ซัมซุง จะรักษาความโดดเด่นไปได้นานเพียงใด แต่เรื่องราวของซัมซุง โซนี่ และกระแสนิยมเกาหลี ทำให้ผมนึกถึงการสร้างแบรนด์ รวมทั้งการสร้างชาติ ว่าถึงแม้จะเป็นเรื่องยากมากและต้องใช้เวลา แต่ก็มีชาติที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้ และในเวลาอันรวดเร็วเสียด้วย เช่นเยอรมนี ญี่ปุ่น หลังสงครามโลก และเกาหลี หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นต้น ถ้าหากมุ่งมั่นและทำจริง 
     ทำให้นึกได้ว่า ไม่นานมานี้เอง ที่เวียดนามยังสู้ศึก ไม่นานมานี้เอง ที่พม่ายังเซื่องซึม และไม่นานมานี้เอง ที่มาเลเซียยังสูสี (กับไทย) แต่วันนี้มาเลเซียเขาไปไกล และ อะไรๆ กำลังเปลี่ยนไปใน พม่าและเวียดนาม 
     อดคิดไม่ได้หรอกครับ ว่าถ้าเรายังคงซุ่มซ่าม และ สู้ศึก (กันเอง) เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เราคงจะกลายเป็นโซนี่ และเพื่อนบ้านทั้งสองของเราก็ขยับเป็นซัมซุง แปลว่าเราก็จะ ซึมเศร้า ในขณะที่ชาติเพื่อนบ้านของเรากลับ ซู่ซ่าส์..... อยากเป็นอย่างนั้นกันหรือครับ?
     คำถามนี้ ผมถามตัวเองและคนไทยทุกคน ซึ่งจะต้องร่วมกันดูแลบ้านเมืองนี้ ส่วนใครที่มีอำนาจและสามารถกำหนดทิศทางของประเทศนี้ได้ ก็น่าจะต้องร้อนตัวและรีบตอบคำถามนี้ก่อนคนอื่น 
     จริงไหมครับ