เฟซบุ๊คได้เข้าซื้อกิจการอินสตาแกรม (Instagram) บริการแชร์รูปถ่ายชื่อดังที่สุดแห่งเป็นที่เรียบร้อยด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ค่ำคืนของวันหยุดกำลังจะหมดลง นอกจากเรื่อง “ครูอังคณา” ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล มีเดียบ้านเรา อยู่ๆ ผมก็เหลือบไปเห็นสเตตัสของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ที่เพิ่งอัพสดๆ ร้อนๆ ว่า เฟซบุ๊คได้เข้าซื้อกิจการอินสตาแกรม (Instagram) บริการแชร์รูปถ่ายชื่อดังที่สุดแห่งเป็นที่เรียบร้อยด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยเฟซบุ๊คจะใช้เงินสดจำนวนหนึ่งร่วมกับหุ้นของเฟซบุ๊คบางส่วน
มาร์คอธิบายเพิ่มเติมว่า แบรนด์ของอินสตาแกรมค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว จึงปล่อยให้ทำตามแนวทางของตัวเองต่อไป ไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของเฟซบุ๊คแต่จะช่วยผลักดันให้มีผู้ใช้มากยิ่งขึ้น
อินสตาแกรม เป็นบริการแชร์รูปจากมือถือ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2553 โดย 2 ผู้ก่อตั้ง คือ Kevin Systrom อดีตพนักงานกูเกิล ที่อยู่ในทีมพัฒนาจีเมล และกูเกิล รีดเดอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นซีอีโอของอินสตาแกรม และ Mike Krieger ที่เป็นเพื่อนของ Kevin ที่สแตนฟอร์ดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซ
ทั้งคู่ใช้เวลาสร้างแอพตัวนี้ก่อนเปิดตัวเพียง 8 สัปดาห์เท่านั้น โดยเป็นทั้งคนออกแบบและลงมือเขียนแอพนี้เองกับมือ
อินสตาแกรม มีจุดเด่นเรื่องการมีฟิลเตอร์ตกแต่งรูปที่สวยงามหลากหลาย สามารถเชื่อมโยงการโพสต์ภาพผ่านทั้งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และฟลิคเกอร์ (Flickr) ส่วนตัวแอพเองก็ออกแบบได้อย่างสวยงาม เรียบง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ในวันแรกที่เปิดตัว อินสตาแกรมมีมากถึง 11 ฟิลเตอร์ให้เลือกใช้ ก่อนจะพัฒนามาจนมี 18 ฟิลเตอร์ในปัจจุบัน โดยการสร้างสรรค์แต่ละฟิลเตอร์นั้น ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการทดลองแต่งรูปด้วยโฟโต้ชอป หรือได้แรงบันดาลใจมาจากการเห็นรูปถ่ายสวยๆ และนำกลับมาคิดว่า รูปนี้ใช้แสงอย่างไร เล่นสีอย่างไร รูปถึงออกมาได้แบบนั้น ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์สรุปออกมาเป็นสูตร เป็นสมการในการประมวลผลรูป
นอกจากฟิลเตอร์ตกแต่งรูปที่สวยงามแล้ว มีแอพที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย อินสตาแกรม ยังได้สร้างวัฒนธรรมของการแชร์รูปถ่ายสวยๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน จนได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้นำศิลปะ มาสู่สายตาของผู้ใช้ทั่วโลกในทุกๆ วันเลยทีเดียว
แรกเริ่มเดิมที อินสตาแกรมมีอยู่เฉพาะบนไอโอเอสเพียงอย่างเดียว แต่เพียงปีกว่าๆ ก็มีจำนวนผู้ใช้สูงถึง 30 ล้านคน จากจำนวน 25,000 คนในวันแรกที่เปิดตัว ด้วยความที่แอพนี้ใช้งานได้บนแพลตฟอร์มไอโอเอส เพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ใช้ไอโฟนหลายคนรู้สึกถึงความเอ็กซ์คลูซีฟของตัวแอพ จนกลายเป็นเรื่องราวดราม่าดังบนโลกอินเทอร์เน็ต เมื่ออินสตาแกรมเปิดตัวบน แอนดรอยด์จนทำให้ผู้ใช้ไอโอเอสบางส่วนไม่รู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอินสตาแกรมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม อินสตาแกรมก็ยังคงความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อมียอดดาวน์โหลดถึง 1 ล้านครั้ง ในเวลาเพียง 12 ชม. หลังจากเปิดตัวบนแอนดรอยด์ ทำให้จำนวนผู้ใช้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 50 ล้านคนได้ในอีกไม่นาน
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของอินสตาแกรมนั้น ตัวซีอีโอ หรือ Kevin Systrom ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 40% ผู้ก่อตั้งร่วมอีกคน ถือหุ้นจำนวน 10% ขณะที่นายทุนผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงิน อย่าง เบนช์มาร์ก แคปปิตัล ถืออีก 18% Andreessen-Horowitz กับ Baseline Ventures ถืออีกคนละ 10% และส่วนที่เหลืออีก 10% ถือโดยพนักงานของอินสตาแกรม จำนวน 13 คนที่แบ่งสัดส่วนกัน ตามระยะเวลาที่ทำงานกับที่นี่
ก่อนการปิดดีลการขายให้แก่เฟซบุ๊คเพียง 1 สัปดาห์ อินสตาแกรมเพิ่งได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม จำนวน 50 ล้านดอลลาร์จาก Sequoia Capital, Thrive Capital และอื่นๆ ซึ่งได้ประเมินมูลค่าของอินสตาแกรม ณ ขณะนั้น อยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์
ซึ่งในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา อินสตาแกรมได้รับข้อเสนอจากทั้งกูเกิล และเฟซบุ๊คหลายครั้ง แต่ความต้องการที่จะปิดดีลนี้ให้เร็วที่สุดและต้องการป้องกันคู่แข่งมาแย่งไป เฟซบุ๊คจึงทุ่มเงินมหาศาล ซึ่งสูงกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้ถึง 2 เท่าตัว ด้วยข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจเช่นนี้ บอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นของอินสตาแกรมจึงไม่อาจปฏิเสธเฟซบุ๊คไปได้
ในการขายกิจการแต่ละครั้ง คำถามแรกๆ ที่อยู่ในใจของหลายๆ คนคือ ใครรวยที่สุดจากการขายกิจการครั้งนี้ กรณีของอินสตาแกรมนี้คนที่รวยที่สุด ก็คือ Kevin ผู้ก่อตั้งและซีอีโอครับ เพราะเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายแล้ว เขาจะได้รับส่วนแบ่งมากถึง 400 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยเล่นๆ ก็ประมาณ 12,400 ล้านบาทเท่านั้นเอง
แม้ว่า อินสตาแกรมจะยังไม่มีรูปแบบการหารายได้ที่ชัดเจน หลายคนยังคงตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมถึงถูกซื้อไปด้วยมูลค่ามหาศาลเช่นนั้น
คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใช้ในแต่ละวัน กลายเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน ความแข็งแกร่งของทีมทำแอพบนสมาร์ทโฟน อีกทั้งการซื้ออินสตาแกรมเหมือนเป็นการเปลี่ยนคู่แข่งคนสำคัญที่เป็นโซเชียล เน็ตเวิร์คบนมือถือให้กลายมาเป็นพวกเดียวกับตัวเอง
ทั้งหมดนี้แม้จะประเมินออกมาเป็นมูลค่าในรูปแบบตัวเงินไม่ได้ แต่เชื่อว่า อินสตาแกรม จะเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่จะเพิ่มมูลค่าหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊คยามเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่ยาก เป็นวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้นของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเขาล่ะครับ






