ธรรมชาติของตลาดการเงินเมื่อมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเข้ามาไม่ว่าจะดีหรือร้ายจะส่งผลให้ระดับราคาของสินทรัพย์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปสะท้อนข้อมูลใหม่ๆ เหล่านั้น ซึ่งการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่แล้ว (ดัชนี S&P500 -3.37% และ NASDAQ -3.94%)
รวมถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียช่วงวานนี้เกิดจากคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ในงานประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีของ FED ที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ที่ยังคงแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อไป
จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะถูกควบคุมได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบและมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพไปซักระยะเวลาหนึ่ง โดยดอกเบี้ยอาจจะจำเป็นต้องอยู่ในระดับสูงซักระยะก่อนเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยมีการยกตัวอย่างในยุค 1970-1980 ที่เป็นยุคของ Stagflation มาเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นความสำคัญของการควบคุมเงินเฟ้อประกอบด้วย
ตลาดหุ้นนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย. เป็นต้นมาจนถึงช่วงกลางเดือน ส.ค. เป็นระยะเวลาสองเดือนนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี S&P500 ฟื้นตัวมากถึง 18.93% (17 มิ.ย. ถึง 16 ส.ค. 65) และดัชนี NASDAQ Composite ฟื้นตัว 24.81% ในช่วงเวลาเดียวกัน หลักๆ น่าจะเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ลดลง โดยนักลงทุนคาดว่าน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
โดยเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจาก 9.1% (YoY) ในเดือน มิ.ย. เป็น 8.5% (YoY) ในเดือน ก.ค. (แม้จะยังห่างจากเป้าหมายที่ 2.0% อยู่อีกมากก็ตาม) ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสำหรับไตรมาส 2 โดยรวมก็ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราวๆ 4.00%องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้ดีในระดับหนึ่ง
นอกจากนั้นยังแนวคิดว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายใกล้จะจบลงแล้ว รวมถึง FED อาจจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าอีกด้วย … ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสุนทรพจน์ล่าสุด โดยเมื่อใดก็ตามที่ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ธนาคารกลางจะทำกับสิ่งที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ก็จะนำมาซึ่งความผันผวนในตลาดการเงินอย่างเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่สะท้อนมุมมองของตลาดเงินหลังจากสุนทรพจน์ของประธานเฟดได้ดี คือ การเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.40% สะท้อนท่าทีของเฟดที่ยังคงเข้มงวด โดยโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75%
ในการประชุมเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 61% เทียบกับเดือนก่อนที่ส่วนใหญ่คาดว่าจะขึ้นเพียง 50% อย่างไรก็ตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนเรื่องของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะสั้นกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนโอกาสข
โดยความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการว่างงาน (Unemployment) และเงินเฟ้อ (Inflation) นั้นมีความสัมพันธ์กันในทางตรงกันข้าม และธนาคารกลางจำเป็นจะต้องรักษาสมดุลระหว่างสองปัจจัยดังกล่าว โดยในปัจจุบันอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 3.5% ต่อปี เท่ากับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี และเป็นระดับเดี่ยวกับช่วงก่อนเกิดปัญหาเงินเฟ้อและ Stagflation ในยุค 1970s ในขณะที่เงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 8.5% ต่อปี โดยในรอบนี้เป็นรอบที่เงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี เช่นกัน ทำให้เฟดอาจมีความสามารถในการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น
บทเรียนจากยุค 1970s ต่อเนื่องมาถึง 1980s ที่เศรษฐกิจเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้ออันเป็นผลจากการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการพิมพ์พันธบัตรอย่างมหาศาล และปัญหาราคาพลังงานอันเป็นผลมาจากกลุ่ม OPEC นั้น ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นถึง 14.75% และใช้เวลานานหลายปีกว่าเงินเฟ้อจะกลับลงมาต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นผลจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดภายใต้การนำของนายพอล โวล์คเกอร์ (Paul Volker)
โดยดอกเบี้ยนโยบายปรับสูงขึ้นถึง 20.00% สูงกว่าเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกัน แม้จะตามมาด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากมายจนนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอยถึง 2 ครั้ง ในช่วง ม.ค. ถึง ก.ค. 1980 เป็นระยะเวลา 7 เดือน และช่วง ก.ค. 1981 ถึง พ.ย. 1982 เป็นระยะเวลาราว 16 เดือน แต่ในท้ายที่สุดเงินเฟ้อก็ปรับลดลง และฟื้นความเชื่อมั่นของธนาคารกลางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งแม้จะมีต้นทุน แต่หากเงินเฟ้อไม่ถูกควบคุม ผลที่ตามมาต่อระบบเศรษฐกิจก็อาจจะเสียหายมากกว่านั้นหลายเท่า ซึ่งในหลายๆ มุม แม้ในรอบนี้จะไม่รุนแรงเท่า แต่ในภาพรวมก็อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน
เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น สิ่งที่นักลงทุนทำได้ยังคงเป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการถือเงินสดไว้บางส่วน หรือใช้กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงไม่ถูกนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรมหรือสไตล์การลงทุน เช่น การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Value Stock และลดน้ำหนักการลงทุนใน Growth Stock ลงชั่วคราวจนกว่าความไม่แน่นอนเรื่องนี้จะหมดลง หรือการทำ Sector Rotation
ซึ่งทั้งหมดยังคงตั้งอยู่บนความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจน่าจะชะลอตัวลง และความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดหุ้นยังไม่น่าจะกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัวเร็วเกินไปนัก ดังนั้นเมื่อเห็นการฟื้นตัวของหุ้นบ้างอาจจะเป็นจังหวะที่ดีในการปรับน้ำหนักและกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมากกว่าการไล่ตามเพื่อกลัวจะตกรถครับ
หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด








