วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

หมดเวลา 'ซื้ออนาคต' ด้วยใบปริญญา? การเรียนสูงไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอไปแล้ว

คำกล่าวที่ว่า “ปริญญากำลังเสื่อมมนต์ขลัง” และการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นอย่าง ปริญญาโท ปริญญาเอก อาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินคุ้มค่าเสมอไปนั้น เป็นเรื่องจริงในบริบทเศรษฐกิจและตลาดแรงงานปัจจุบัน ยุคนี้ใบปริญญาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ “ตั๋วทอง” สู่ความสำเร็จหรือการมีรายได้สูงอีกต่อไปแล้ว

KEY POINTS

  • งานวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่าส่วนต่างค่าจ้างระหว่างคนจบปริญญาและไม่จบปริญญากำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุสำคัญจากเทคโนโลยี Generative AI ที่เข้ามาทำงานแทนที่ความรู้เชิงทฤษฎีได้
  • องค์กรชั้นนำจำนวนมากหันมาใช้ระบบคัดเลือกจากทักษะ (Skills-Based Hiring) มากกว่าวุฒิการศึกษา ทำให้ทักษะเฉพาะทางกลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าใบปริญญา
  • ใบปริญญาเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเครื่องการันตีรายได้สูง มาเป็นเพียงใบเบิกทางขั้นต้น โดยทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Up-skilling/Re-skilling) คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดค่าตอบแทนในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ที่มีชื่อว่า “The College Wage Premium in the Generative AI Era” เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 2026 (เผยแพร่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ส.ค.2026 บนแพลตฟอร์มวิชาการ SSRN) [1] เขียนร่วมกันโดย โฆเซ อาซาร์, มิเรอา ฆิเน และ ฆาเวียร์ ซานซ์-เอสปิน ได้ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างส่วนต่างค่าจ้างของคนจบปริญญาในสหรัฐ (College Wage Premium) ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 จนถึงปี ค.ศ. 2026 ซึ่งถือเป็นการลดลงติดต่อกัน 4 ปีเป็นครั้งแรก หลังจากเติบโตมานานกว่า 4 ทศวรรษ

โดยสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างแรงงานที่ถูกกระทบโดยเทคโนโลยี Generative AI ข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่า ถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างสองกลุ่ม กลุ่มที่จบปริญญา กับ กลุ่มคนที่ไม่จบปริญญา กำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว

“จากงานวิจัยข้างต้น กำลังสื่อว่า College Wage Premium หรือส่วนต่างค่าจ้างที่นายจ้างยินดีจ่ายเพิ่มให้คนมีปริญญากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว” ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะบัณฑิตล้นตลาด หากเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ใบปริญญาที่ไม่ใช่ตัวแทนของทักษะอีกต่อไปแล้ว

คำกล่าวที่ว่า “ใบปริญญาไม่ใช่ตัวแทนของทักษะอีกต่อไป” เป็นแนวคิดที่ มีเค้าความจริงและกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่ว่า

- การศึกษาล้าหลังตามไม่ทันเทคโนโลยี บทความและงานวิจัยในฝั่งนี้ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมตามไม่ทันความเร็วของเทคโนโลยี และองค์กรต่างๆ หันไปใช้ระบบ Skills-Based Hiring (คัดเลือกจากทักษะ) มากขึ้น

- ภาวะปริญญาเฟ้อ (Degree Inflation) เมื่อคนจบปริญญาตรีโทแม้แต่ปริญญาเอกก็มีจำนวนมากขึ้นในตลาด แต่งานที่รองรับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยลดลง หรือเกิดภาวะ “ทำงานไม่ตรงสาย/ต่ำกว่าระดับวุฒิ” (Underemployment)

- ความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ค่าเทอมและเวลาที่เสียไป 4-10 ปีในการเรียนระดับปริญญาตรี จนถึงปริญญาเอก มี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” มากมาย หากสาขาที่เรียนไม่ตรงกับความต้องการของตลาด โอกาสที่จะคืนทุนก็น้อยลงเรื่อย ๆ

- ทักษะสำคัญกว่าใบปริญญา งานวิจัยของ Harvard Business Review & Burning Glass Institute (2022-2024) รายงานชุด “The State of Skills-Based Hiring” พบว่า บริษัทชั้นนำในสหรัฐ ถอดข้อกำหนดที่ต้องมี “ใบปริญญาตรี” ออกจากประกาศรับสมัครงานในหลายตำแหน่ง (เช่น สาย IT, การตลาด และการบริหารจัดการ) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทักษะจริงแต่ไม่มีใบปริญญา องค์กรชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก (รวมถึงบริษัทเทคโนโลยี) หันมาคัดเลือกคนจาก ความสามารถและทักษะที่ทำได้จริง (Hard & Soft Skills) มากกว่าชื่อสถาบันหรือระดับปริญญา

- ทักษะเฉพาะทางมีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่าผู้ที่ระบุแค่ "วุฒิการศึกษา" รายงานจากสถาบันวิจัยชั้นนำ (เช่น McKinsey & LinkedIn Talent Solutions) ข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า สมาชิกที่ระบุ “ทักษะเฉพาะทาง” (Skills) มีโอกาสถูกจ้างงานและเติบโตได้เร็วกว่าผู้ที่ระบุแค่ “วุฒิการศึกษา” และระบุว่าอายุขัยของทักษะ (Half-life of skills) ปัจจุบันสั้นลงเหลือเพียง 5 ปี ทำให้ความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัย 4 ปี อาจล้าสมัยทันทีที่เรียนจบ

- Generative AI สามารถทำงานทดแทนใบปริญญาได้ดีกว่า บทวิเคราะห์ของ Azar, Ginés และ Sanz-Espín (2026) งานวิจัย “The College Wage Premium in the Generative AI Era” (ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้) ยืนยันเชิงสถิติว่า ส่วนต่างค่าจ้างของคนจบปริญญาลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะ Generative AI สามารถทำงานทดแทนความรู้เชิงทฤษฎีที่สอนในมหาวิทยาลัยได้ดี ส่งผลให้มูลค่าของใบปริญญาในตลาดแรงงานออฟฟิศลดลง

ผลกระทบของ Generative AI ต่อตลาดแรงงาน

การศึกษาของทีมวิจัยพบว่า Generative AI มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงประมาณ 28% ของการลดลงของส่วนต่างค่าจ้างนี้ โดยส่งผลกระทบผ่านกลไกสำคัญดังนี้

- กลุ่มที่โดนกระทบมากที่สุด กลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White-Collar) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนของผู้จบปริญญาตรีขึ้นไปหนาแน่นที่สุด เนื่องจาก AI สามารถทำงานด้านการวิเคราะห์ การเขียน และการประมวลผลข้อมูลได้ดี

- การชะลอตัวของค่าจ้าง อาชีพที่มีโอกาสถูก Generative AI แย่งงานสูง (High AI Exposure) มีอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา การเปลี่ยนผ่านจากจุดที่ไม่ถูกกระทบเลยไปสู่จุดที่ถูกกระทบเต็มรูปแบบ ส่งผลลบต่อค่าจ้างเฉลี่ยถึง -0.086

- ผลต่อแรงงานระดับเริ่มต้น  แรงงานจบใหม่หรือระดับ Junior ในสายงานที่ AI เข้าถึง ขาดอำนาจในการต่อรองค่าจ้าง และโอกาสในการย้ายงาน (Labor Mobility) ลดลง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ สามารถใช้ AI ทดแทนงาน Routine ระดับเริ่มต้นได้เกือบทั้งหมด

กล่าวโดยสรุป บทเรียนสำหรับยุคปัจจุบันใบปริญญาไม่ได้ไร้ค่า แต่ “ทำหน้าที่ต่างไปจากเดิม” 

อดีต ใบปริญญา มีค่าเท่ากับ ตั๋วการันตีทักษะและรายได้สูง แต่ในปัจจุบัน ใบปริญญามีค่าเพียงแค่ใบเบิกทางขั้นต้น (Foundation) เท่านั้น ส่วน ทักษะจริงและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Up-skilling/Re-skilling) คือ ตัวตัดสินว่าใครจะอยู่รอดและได้ค่าจ้างที่สูงกว่า