วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ดัชนี RSI มิ.ย.พุ่ง 16.0 จุด ‘ไทยช่วยไทย พลัส(60/40) + ประชารัฐ’ ส่งแรงโตเฉพาะจุด เสนอมาตรการที่รัฐ ‘ควรมีเพิ่ม’ เพื่อปรับสมดุล (2)

มาตรการที่รัฐ “ควรมีเพิ่ม” เพื่อการปรับสมดุล

แม้ว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยกระตุ้นยอดขายในภาพรวมได้ดี แต่เนื่องจากเงื่อนไขมักเน้นสิทธิไปที่ร้านค้าขนาดเล็ก ยอดขายไม่เกินเกณฑ์ หรือร้านค้าอิสระ ส่งผลให้เกิด “ผลกระทบเชิงลบทางอ้อม (Crowding-out Effect)” ต่อกลุ่มร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดกลาง ร้านค้าที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เต็มรูปแบบ และร้านอาหารเชน (Chain Restaurants) ที่สูญเสียทราฟิกและเม็ดเงินบางส่วนไปให้กับร้านที่เข้าร่วมโครงการ

เพื่อแก้ช่องว่างนี้ รัฐบาล “ควรมีมาตรการเพิ่มเติม” ที่มุ่งเน้นการสร้างความสมดุล ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าระบบภาษีอย่างเป็นธรรม และกระตุ้นการบริโภคในกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงบน โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1.มาตรการด้านภาษีเพื่อดึงกลุ่มกำลังซื้อกลาง-บน (Tax Incentives) กลุ่มร้านค้าเชนและค้าปลีกขนาดกลาง-ใหญ่มักเป็นกลุ่มที่จด VAT ดังนั้น มาตรการที่ได้ผลเร็วที่สุดคือการจูงใจให้ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อกลับมาใช้จ่ายกับร้านค้าเหล่านี้ โครงการ “ช้อปดีมีคืน/Easy E-Receipt พลัส” เปิดให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าในร้านค้าปลีก ค้าส่ง หรือร้านอาหารเชนที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (e-Tax Invoice) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 40,000-50,000 บาท มาตรการนี้จะไม่แย่งเม็ดเงินจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพราะเจาะกลุ่มเป้าหมาย คนละกลุ่มกันอย่างชัดเจน

2.มาตรการลดภาษีโรงเรือนและที่ดินชั่วคราว สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารเชนและค้าปลีกขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีหน้าร้านและสาขาจำนวนมาก เพื่อช่วยลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในช่วงที่ทราฟฟิกหน้าร้านถูกแชร์ไป

3.Voucher ดิจิทัลสำหรับ B2B (Business-to-Business) แจกคูปองส่วนลดหรือเครดิตภาษีให้แก่ร้านค้าปลีกรายย่อย เฉพาะเมื่อนำไปซื้อสินค้าล็อตใหญ่จากร้านค้าส่งที่จดทะเบียนถูกต้อง เพื่อนำมาเติมสต็อกสินค้า (Restocking) วิธีนี้จะช่วยยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือร้านค้าย่อยได้สินค้าที่มีต้นทุนต่ำลง และร้านค้าส่งรายใหญ่ยังคงมียอดขายหมุนเวียน

4.มาตรการกระตุ้นยอดขายกลุ่มร้านอาหารเชน (Food & Beverage Chain Stimulus) ร้านอาหารเชนมักมีต้นทุนการบริหารจัดการ ค่าเช่าในห้าง และค่าแรงพนักงานที่สูง แต่กลับไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกินเที่ยวของรัฐเท่าที่ควร

5.ร่วมทุนแคมเปญออมนิแชนเนล (Omnichannel Co-Funding)  รัฐบาลร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและแบรนด์เชนอาหาร ออกแคมเปญช่วยอุดหนุนค่าจัดส่งหรือส่วนลด (เช่น รัฐช่วยออก 20% แบรนด์ออก 20%) สำหรับการสั่งอาหารผ่านระบบเดลิเวอรีและบริการ Pick-up เพื่อช่วยดึงยอดขายจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศและครอบครัวในเมือง

6. โครงการ “มื้อพิเศษร่วมใจ” (Corporate Dining Tax Break) อนุญาตให้บริษัทเอกชนหรือนิติบุคคล นำค่าใช้จ่ายจากการจัดเลี้ยง จัดประชุม หรือซื้อคูปองอาหารจากร้านอาหารเชนและร้านที่จดระบบภาษี ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ 2 เท่า เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจหันมาใช้บริการร้านอาหารเชนในการจัดกิจกรรมมากขึ้น

7.อุดหนุนต้นทุนโลจิสติกส์ร่วม (Logistics Subsidy) สนับสนุนเงินทุนหรือลดหย่อนภาษีสำหรับการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าจากคลังค้าส่งไปยังร้านค้าปลีกเครือข่าย เพื่อลดต้นทุนการกระจายสินค้า

หัวใจสำคัญของมาตรการคือการปรับสมดุล มาตรการที่เพิ่มขึ้นมานี้ ไม่ใช่การยกเลิกการช่วยรายย่อย แต่เป็นการ “เติมเม็ดเงินก้อนใหม่จากกลุ่มคนมีกำลังซื้อ” เข้าสู่ระบบภาษี เพื่อให้เม็ดเงินไหลเวียนไปยังร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านอาหารเชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานในระบบประกันสังคมเป็นจำนวนมาก และช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างระบบค้าปลีกไทยในระยะยาว