วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

รถเสียกลางทาง

อุบัติเหตุที่เกิดจากรถที่แล่นอยู่บนถนน ชนกับรถที่จอดอยู่ริมถนนทำให้มีคนเสียชีวิต เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากทั้งที่เป็นเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น

KEY POINTS

  • เมื่อรถเสียควรจอดให้พ้นผิวจราจร เปิดไฟฉุกเฉิน และวางป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงเตือนรถคันอื่นล่วงหน้าในระยะ 50-100 เมตร
  • หากรถเสียบนทางด่วนหรือทางยกระดับ ให้โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินแล้วนั่งรอความช่วยเหลืออยู่ภายในรถ โดยต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา ห้ามลงจากรถเด็ดขาด
  • กรณีรถเสียบนถนนพื้นราบทั่วไป หลังจากให้สัญญาณเตือนแล้ว ผู้ที่อยู่ในรถควรลงไปรอความช่วยเหลือในที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ห่างจากตัวรถและถนนให้มากที่สุด

ถ้าหากคนขับรถคันที่จอดข้างถนน คำนึงถึงความปลอดภัยจากการจอดรถ เช่น จอดให้พ้นจากพื้นผิวจราจร โดยลงไปจอดในพื้นที่ไหล่ทาง หรือจอดในพื้นที่ซึ่งการจัดไว้สำหรับการจอดรถโดยเฉพาะ

อีกทั้งเมื่อจอดแล้วก็ต้องให้สัญญาณ แจ้งเตือนให้รถที่แล่นผ่านไปมาได้รู้ เช่น เปิดไฟฉุกเฉิน หรืออาจจะมีป้ายเครื่องหมายรถจอด เช่นป้ายรูปสามเหลี่ยมที่เป็นสีสะท้อนแสง เอาไปวางไว้ก่อนถึงจุดที่รถจอดอย่างน้อย ๕๐ ม. หรือถ้าเป็นถนนประเภทไฮเวย์ที่รถใช้ความเร็วได้สูงมาก ก็ต้องวางเอาไว้ห่างจากรถที่จอดไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ม.

ส่วนคนที่ขับรถเวลาขับรถตามหลังรถคันอื่น ให้พยายามขับแบบเบี่ยงด้านขวาจากรถที่แล่นนำหน้าเล็กน้อย เพราะประเทศไทยของเรากฎจราจรให้ขับชิดขอบทางด้านซ้าย การขับเบี่ยงออกด้านขวาจากรถที่แล่นนำหน้า จึงทำให้มุมมองด้านหน้าของคนขับสามารถมองเห็นได้ไกล และมีความปลอดภัยมากกว่าการขับแบบเบี่ยงออกด้านซ้าย ซึ่งคนขับจะไม่สามารถมองเห็นทางด้านหน้าได้ไกลพอ ในการจะหักหลบสิ่งกีดขวางหรือรถที่จอดบนไหล่ทาง

ในยุคที่ถนนทุกสาย ยังเป็นแบบสองช่องทางเดินรถที่เรียกว่าสองเลนสวนกัน ถนนในสมัยนั้นจะมีไหล่ทางที่แคบมาก จนทำให้รถที่ต้องจอดบนไหล่ทางไม่ว่าจะเป็นเพราะรถเสีย หรือรถจอดเพื่อรับและส่งคนโดยสาร หรือขนถ่ายสินค้าหรือพืชไร่ต่าง ๆ มักจะกินพื้นที่ล้ำขึ้นมาบนถนน ทำให้เมื่อรถต้องแล่นสวนทางกันตรงบริเวณที่มีรถจอดดังกล่าว มักจะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนขึ้นเป็นประจำ

แต่ปัจจุบันนี้ถนนสายหลัก ๆ ส่วนใหญ่ มีไม่น้อยกว่า ๔ ช่องทางเดินรถ และทางขึ้นล่องก็จะแยกกันชัดเจน โดยมีเกาะกลางถนนรูปแบบต่าง ๆ เป็นตัวกั้นแบ่งเอาไว้ อีกทั้งไหล่ทางก็มีพื้นที่กว้างมากกว่าถนนยุคก่อน ทำให้รถยนต์สามารถจอดลงไปบนไหล่ทางได้เต็มคัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอุบัติเหตุการชนรถที่จอดบนไหล่ทางเกิดขึ้นเสมอ

ดังนั้นเมื่อต้องจอดรถบริเวณไหล่ทาง จึงต้องพยายามให้พ้นจากพื้นทางวิ่งของรถยนต์บนถนนให้มากที่สุด และหากเป็นการจอดเพื่อซ่อมบำรุง เช่นเปลี่ยนยางที่รั่ว ซึ่งต้องมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทำงาน ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเปลี่ยนยางที่ล้อด้านขวา ยิ่งต้องเผื่อพื้นที่ปลอดภัยให้มากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงพื้นที่สำหรับตั้งแม่แรงที่มั่นคงด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ใกล้เคียงกับถนนที่มีรถแล่นไปมานั้น ย่อมมีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้น อาจจะทำให้แม่แรงขยับหรือล้มลงมาได้ด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้เวลาพูดถึงรถจอดเสียบนไหล่ทาง คนใช้รถยนต์ทั่วไปมักจะนึกถึงคำเตือนที่ว่า ให้จอดรถชิดไหล่ทางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ “ให้นั่งรอความช่วยเหลืออยู่บนรถ” ห้ามลงจากรถมายืนอยู่ข้าง ๆ รถโดยเด็ดขาด ไม่ว่าอยู่ด้านหน้าหรือด้านท้ายของตัวรถก็ตาม

คำแนะนำที่ว่ามานั้นเป็นสิ่งถูกต้องที่สุด “สำหรับรถยนต์ที่จอดเสียอยู่บนทางด่วนหรือทางยกระดับเท่านั้น” เมื่อรถเสียขณะแล่นอยู่บนทางด่วนหรือทางยกระดับ ให้ใช้โทรศัพท์ที่ตู้ฉุกเฉินซึ่งมีติดตั้งไว้เป็นระยะ ๆ หรือหากสามารถจำหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานได้ ก็ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรไปแจ้งเหตุ แล้วนั่งรออยู่ในรถเท่านั้น โดยต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทำเหมือนกับการนั่งอยู่ในรถที่แล่นปกติทั่วไป และต้องเปิดไฟฉุกเฉินเอาไว้ตลอดเวลา พร้อมทั้งรอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาถึงจึงลงจากรถได้

การลงมาเดินหรือนั่งรอนอกตัวรถ หรือการนั่งในรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนั้น หากมีรถแล่นมาชนด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ทำให้เกิดการสูญเสียมากมายมาหลายครั้ง โดยเฉพาะหากเกิดเหตุบนทางด่วนหรือทางยกระดับ

แต่สำหรับรถยนต์ที่จอดเสียหรือจอดรอความช่วยเหลือ บนถนนปกติทั่วไปหรือบนพื้นราบ จะมีคำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป คือให้เปิดไฟฉุกเฉินเอาไว้ตลอดเวลา ส่วนคนที่มากับรถ ให้ลงจากรถไปหาที่พักรอความช่วยเหลือ ให้ไกลจากพื้นที่ถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากเกิดการเฉี่ยวซ้ำขึ้นมา จะได้ไม่มีความเสียหายถึงชีวิตและร่างกายเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องบอกกล่าวกันก็คือ เมื่อต้องจอดรถบริเวณไหล่ทางต้องมีเครื่องหมายให้รถที่แล่นไปมารับรู้ว่า มีรถจอดนิ่งอยู่กับที่ในตำแหน่งนั้น ๆ เช่นเปิดไฟฉุกเฉิน หรือหากมีป้ายเตือนฉุกเฉิน คือเครื่องหมายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ก็ต้องเอาไปตั้งวางไว้ในตำแหน่งที่ผู้ขับรถคันอื่น สามารถมองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล

สำหรับคนที่ต้องซ่อมแซมรถที่จอดเสียบริเวณไหล่ทาง หากเป็นไปได้ควรสวมเสื้อที่มีสีสดใส สามารถมองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล และควรมีผู้ช่วยคอยโบกสิ่งของ เช่น แสงไฟจากไฟฉายหรือผ้าที่มีสีสดใส เพื่อแจ้งให้รถอื่นรู้ว่ามีรถจอดเสียอยู่ด้านหน้า

มีคำสอนต่อกันมาสำหรับคนขับรถยุคก่อน เกี่ยวกับการต้องจอดรถระหว่างทาง เพื่อเปลี่ยนยางที่รั่วว่า “ถ้าเปลี่ยนยางซ้ายให้ชิดซ้าย ถ้าเปลี่ยนยางขวาให้ชิดขวา” เพราะคนที่ต้องก้มๆเงยๆเพื่อทำการเปลี่ยนยางจะอยู่ห่างจากผิวถนนที่รถแล่นไปมา ทำให้มีความปลอดภัยในขณะทำงานมากขึ้น   ดังนั้นเมื่อรถเสียกลางทางและต้องจอด ต้องเรียนรู้เรื่องการจอดรถเพื่อความปลอดภัยเอาไว้ 

และขอย้ำเตือนเอาไว้ว่า เมื่อรถเสียบนทางด่วนหรือทางยกระดับ ต้องรอความช่วยเหลืออยู่ในรถพร้อมรัดเข็มขัดตลอดเวลา แต่หากเป็นถนนพื้นราบทั่วไป ให้ไปพักรอความช่วยเหลือในพื้นที่ห่างจากตัวรถมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ