วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ฟ้าผ่า

ในขณะเดียวกันข่าวจากต่างประเทศก็รายงานว่า มีฟ้าผ่าลงไปที่รถยนต์ขณะแล่นอยู่บนถนน ทั้งที่ตอนนั้นฝนยังไม่ได้ตกลงมาแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ฟ้าครึ้มดำทะมึน ส่อสัญญาณว่าจะมีฝนตกเท่านั้น

เรื่องฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นนั้นผู้รู้หลายท่านบอกว่า ไม่เกี่ยวกับฝนตกหรือไม่ แต่เกี่ยวกับประจุไฟฟ้าในอากาศ ซึ่งปรกติก็จะมีประจุไฟฟ้าในอากาศในระดับที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย ตั้งแต่ก่อนฝนตกจนถึงหลังฝนตก เรื่องอย่างนี้คนที่เล่นกอล์ฟในประเทศไทย หรือในย่านภูมิประเทศร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่นในสิงคโปร์ จะเข้าใจได้ดี เพราะหลายครั้งที่กำลังเล่นกอล์ฟกันอย่างเพลิดเพลิน ก็จะมีเสียงสัญญาณเตือนมาให้หยุดเล่นทันที เพราะเครื่องมือตรวจพบว่า มีประจุไฟฟ้าในอากาศบริเวณนั้นจำนวนมาก

ประเทศไทยเราก็มีสถิติการเกิดฟ้าผ่าไม่น้อยกว่าที่อื่น ๆ และหลายครั้งมีผู้เสียชีวิตด้วย จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยจากฟ้าผ่าอยู่เป็นประจำ เช่น อย่าหลบใต้ต้นไม้สูงที่ยืนต้นโดดเดี่ยวกลางทุ่ง หรือห้ามชูสิ่งของที่เป็นโลหะหรือเป็นชนวนล่อประจุไฟฟ้า

คนโบราณมีคำกล่าวสอนเด็กๆเอาไว้ว่า เวลาที่ฟ้าครึ้มหรือช่วงฝนตก ห้ามเอาขันครอบหัวแล้วออกไปอยู่กลางแจ้ง คนสมัยใหม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะข้อห้ามดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ทั้งที่หากคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็จะเข้าใจถึงเหตุผลของคำห้ามดังกล่าวได้ดี

ในอดีตนั้นขันตักน้ำล้วนทำด้วยโลหะ ส่วนมากเป็นโลหะจำพวกสังกะสีหรืออะลูมิเนียม คนที่มีฐานะดี ๆ อาจจะใช้ขันเงินหรือขันทองเหลืองซึ่งผสมทองแดงเอาไว้ด้วย ดังนั้นโลหะพวกนั้นจึงเป็นตัวล่อประจุไฟฟ้าในตัว การเอาไปครอบที่หัวจึงเท่ากับเอาโลหะไปอยู่บนที่สูง หากเดินอยู่กลางที่โล่งก็จะเป็นชนวนล่อประจุไฟฟ้าในอากาศให้แล่นลงมา หรือให้ผ่าลงมาที่ขันหรือโลหะนั้นเอาได้นั่นเอง

และคำห้ามดังกล่าวนั้นก็เป็นเหตุผลเดียวกัน กับที่คนโบราณห้ามชี้นิ้วขึ้นไปบนอากาศ ทั้งในช่วงก่อนฝนตก, ระหว่างฝนตก และหลังฝนตกใหม่ ๆ ซึ่งบางพื้นที่ระบุว่าห้ามเอานิ้วมือชี้ไปที่รุ้งกินน้ำ ซึ่งมักจะปรากฏเมื่อมีความชื้นในอากาศสูง หรือก่อนและหลังฝนตก เพราะในนิ้วมือของคนเรา บางครั้งอาจจะสวมแหวนโลหะอยู่ หรือที่ข้อมืออาจจะสวมกำไลที่เป็นโลหะ อันอาจจะเกิดอันตรายจากประจุไฟฟ้าในอากาศได้นั่นเอง

ทางด้านของการใช้รถยนต์ก็มีข้อห้ามและคำแนะนำ เกี่ยวกับเรื่องของฟ้าผ่าเอาไว้มากมาย เช่น อย่าจอดรถใกล้เสาไฟฟ้าโดยเฉพาะเสาไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่ฟ้าครึ้มก่อนฝนตก รวมไปถึงช่วงฝนตกและหลังฝนตกด้วย ซึ่งพอมาถึงยุคสมัยใหม่ก็มีการเพิ่มข้อห้ามเข้าไปอีก โดยกำหนดให้เสาสัญญาณโทรทัศน์และเสาสัญญาณโทรศัพท์ ก็เป็นสิ่งที่ห้ามนำรถไปจอดอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย

มีคำแนะนำหรือข้อห้ามในเรื่องของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถตอนฝนตก ห้ามหรือหลีกเลี่ยงการเปิดวิทยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฟ้าแลบฟ้าคะนอง โดยคำเตือนดังกล่าวนั้นมีหลายคนก็ไม่ได้ปฏิบัติตาม พร้อมทั้งอาจจะย้อนว่า ไม่เคยมีข่าวคนขับรถยนต์โดนฟ้าผ่าขณะฟังวิทยุ หรือขณะใช้โทรศัพท์เกิดขึ้นมาก่อน

รถยนต์สมัยก่อนที่มีเครื่องรับวิทยุติดอยู่ด้วยนั้น เสาอากาศสำหรับรับเคลื่อนวิทยุจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน บางอย่างก็ติดตั้งบนหลังคาในตำแหน่งกลางหลังคา โดยบางคนใช้แม่เหล็กขนาดใหญ่เป็นฐานเสาอากาศ สำหรับยึดติดกับหลังคารถ แต่บางคนก็ใช้วิธีเจาะหลังคายึดติดถาวรไปเลย

ในขณะที่รถยนต์จำนวนมากเลือกที่จะติดตั้งเสาอากาศสำหรับรับคลื่นวิทยุ ทั้งวิทยุแบบที่รับคลื่นฟังข่าวฟังเพลงทั่วไป และวิทยุรับส่งที่ใช้กันในราชการและกลุ่มนักวิทยุสมัครเล่น โดยตำแหน่งที่ติดตั้งก็จะมีตัวฐานเสาอากาศ ยึดติดหรือเกาะอยู่กับรางน้ำฝนบริเวณของหลังคา หรือด้านบนของหน้าต่างรถ

บางคนก็เอาฐานของเสาอากาศไปเกาะติดที่ฝากระโปรงท้าย ด้วยวิธีการเดียวกันกับการยึดบนหลังคา กล่าวคือมีทั้งเจาะยึดติดถาวร และใช้แม่เหล็กเป็นฐานรองเพื่อเกาะติดกับฝากระโปรง และมีจำนวนไม่น้อยที่เอาเสาอากาศ ไปยึดเกาะอยู่กับบริเวณขอบกระจกตอนหน้า หรือที่เรียกกันว่า เสา A และหลายคนก็จะเอาฐานเสาอากาศไปเจาะยึดติดกับกันชนหน้าหรือกันชนหลัง ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเสาอากาศสำหรับวิทยุรับส่ง แบบที่เรียกกันว่าวอล์กกี้ทอล์กกี้

แต่ไม่ว่าจะเป็นเสาอากาศที่เกาะหรือยึดติดกับส่วนใดของรถยนต์ก็ตาม ตัวเสามักจะเป็นวัสดุที่ไวต่อการรับคลื่นวิทยุ ซึ่งแน่นอนว่าไวต่อการรับประจุไฟฟ้าในอากาศด้วยเช่นกัน และตัวเสาอากาศของทุกแบบจะมีความยาวไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตร บางต้นโดยเฉพาะชนิดที่ใช้กับวิทยุรับส่งหรือวอล์กกี้ทอล์กกี้ จะมีความยาวมากกว่าสองเมตรด้วยซ้ำ เพราะเชื่อกันว่ายื่นไปในอากาศสูงมากเท่าใด จะมีขีดความสามารถในการรับคลื่นได้ดีเท่านั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นเหตุผลสำคัญของคำแนะนำหรือข้อห้าม ไม่ให้เปิดเครื่องรับวิทยุขณะขับรถท่ามกลางฝนตกและฟ้าคะนอง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นข้อห้ามเพื่อป้องกันไม่ให้ฟ้าผ่าลงมาที่ตัวรถนั่นเอง

ปัจจุบันนี้มีเสาอากาศหรือวัสดุที่เป็นตัวรับประจุไฟฟ้าเกิดขึ้นมากมาย ทั้งตามตัวอาคารในเมือง, เสาสูงบนหลังคาตึก และเสาไฟฟ้าที่ปักเรียงรายไปทั่วประเทศ บวกกับเสาอากาศในรถยนต์ ก็หันมาใช้เสาแบบที่เรียกกันว่าครีบฉลาม ซึ่งมีความสูงไม่มากนัก หรือรถยนต์บางยี่ห้อก็ใช้เสาอากาศแบบฝังตัวอยู่ในกระจกรถ บริเวณตำแหน่งต่างๆ จึงทำให้เกิดฟ้าผ่าลงมาตามเสาอากาศในรถยนต์เกิดขึ้นน้อยลงไปมาก 

แต่ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรปฏิบัติตามคำเตือนต่างๆ เอาไว้ด้วยครับนะครับ